รีเซต

หุ้นดาวโจนส์วันนี้ 1 ต.ค. 2569 กังวลน้ำมันพุ่งกดดันเงินเฟ้อ แม้ PCE ต่ำกว่าคาด

หุ้นดาวโจนส์วันนี้ 1 ต.ค. 2569 กังวลน้ำมันพุ่งกดดันเงินเฟ้อ แม้ PCE ต่ำกว่าคาด
TNN ช่อง16
1 ตุลาคม 2569 ( 07:24 )
10

ดาวโจนส์ 1 ต.ค. 69 ปิดร่วง 443.87 จุด

ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดการซื้อขายวันพุธที่ 30 ก.ย. ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงกว่า 443 จุด ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ หลังราคาน้ำมันพุ่งขึ้น แม้ข้อมูลดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ จะออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ก็ตาม

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 50,906.05 จุด ลดลง 443.87 จุด หรือ 0.86% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,651.54 จุด ลดลง 19.30 จุด หรือ 0.25% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,861.06 จุด เพิ่มขึ้น 63.52 จุด หรือ 0.24%

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนี PCE ทั่วไป ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 3.4% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 3.7% และทรงตัวจากเดือนก.ค.ที่ 3.4%

ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ให้ความสำคัญ เพิ่มขึ้น 3.0% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 3.3% และทรงตัวจากเดือนก.ค.ที่ 3.0%

หลังการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 37% ต่อโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนต.ค. ลดลงจาก 51% ในวันอังคาร และ 71% เมื่อสัปดาห์ก่อน

กังวลทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงวิตกเกี่ยวกับทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ขณะที่เจ้าหน้าที่เฟดยังคงส่งสัญญาณว่าอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังไม่ลดลง

นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของเฟด ปรับตัวสูงขึ้น เช่นเดียวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้น

นักวิเคราะห์จาก Ameriprise Financial มองว่า ตลาดกำลังจับตาว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังคงขยายตัวต่อไปได้หรือไม่ และสามารถรับมือกับอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงได้เพียงใด โดยหากเศรษฐกิจยังเติบโตและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนแข็งแกร่ง นักลงทุนอาจยังสามารถรับมือกับดอกเบี้ยสูงได้ แต่หากดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน อาจกระทบตลาดพันธบัตร การเข้าถึงสินเชื่อ รวมถึงเศรษฐกิจและผลกำไรของบริษัทในช่วง 1-2 ไตรมาสข้างหน้า

ด้านการเคลื่อนไหวของหุ้นรายกลุ่ม พบว่า 9 จาก 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ โดยหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคร่วงลง 1.68% และกลุ่มเฮลธ์แคร์ลดลง 1.39% ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น 0.61% และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มขึ้น 0.13%

หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ปรับตัวขึ้น นำโดย Microsoft, Apple และ Nvidia ช่วยหนุนดัชนี Nasdaq และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่หุ้น Hewlett Packard Enterprise พุ่งขึ้น 3.9% หลังบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของรายได้ระยะยาวในธุรกิจเครือข่าย และประกาศข้อตกลงมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์กับบริษัท Vultr

ส่วนหุ้น Moderna ร่วง 5.3% หลังนักวิเคราะห์ของ Citigroup ปรับลดคำแนะนำการลงทุนในหุ้นของบริษัทลงสู่ระดับ “Sell” จาก “Neutral”

สำหรับภาพรวมตลอดเดือนก.ย. ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 4.29% ดัชนี S&P500 ลดลง 0.45% ขณะที่ Nasdaq เพิ่มขึ้น 1.86%

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยประมาณการครั้งที่ 3 ของ GDP ไตรมาส 2/2569 โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัว 2.2% สูงกว่าประมาณการครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ซึ่งอยู่ที่ 1.5% โดยได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่แข็งแกร่งและการลงทุนภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น

นักลงทุนยังจับตาข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ซึ่งจะเปิดเผยในวันศุกร์ที่ 2 ต.ค. โดยนักวิเคราะห์คาดว่าการจ้างงานเดือนก.ย.จะเพิ่มขึ้น 98,000 ตำแหน่ง จาก 162,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. ขณะที่อัตราว่างงานคาดว่าจะทรงตัวที่ 4.1%

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง