"น้ำมันขึ้น-ค่าครองชีพพุ่ง" แบงก์ชาติ เอกชน เตรียมพร้อมรับมือ "สงครามยืดเยื้อ" เสี่ยงกระทบจีดีพีไทย

"สงครามยืดเยื้อ" จ่อกระทบจีดีพีไทยปีนี้ เหลือไม่ถึง 2% แบงก์ชาติ เอกชน เร่งงัดแผน พร้อมรับมือ "น้ำมันขึ้น-ค่าครองชีพพุ่ง"
ยิ่งนาน ยิ่งแย่? "สงครามตะวันออกกลาง" หากลากยาว จะกระทบหนัก ล่าสุดภาคเอกชน ได้ออกมาประเมินว่าหากสงครามยืดเยื้ดก็อาจกระทบต่อจีดีพีไทยในปีนี้ได้ โดยเฉพาะตัวแปรสำคัญ คือ น้ำมัน ถ้าหากราคาพุ่ง ก็จะส่งผลกระทบต่อทุกคน ตั้งแต่ธุรกิจ ไปถึงพี่น้องประชาชน
ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. หรือซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนจาก สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ สมาคมธนาคารไทย ได้ประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจ จากเกิดสงครามสู้รบในพื้นที่ตะวันออกกลาง โดยมองว่าหากสถานการณ์ครั้งนี้ยืดเยื้อ จะยิ่งสร้างความเสี่ยงและแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจไทย และอาจจะทำให้จีดีพีไทยปีนี้ มีโอกาสขยายตัวได้น้อยลงกว่าที่คาดการณ์เดิม ที่มองว่าจีดีพีอาจจะพุ่งไปได้ถึง 2 % กลายเป็นโตเพียงแค่ประมาณ 1.3–1.6% เท่านั้น
โดยวันนี้ราคาน้ำมัน ราคาก๊าซธรรมชาติ ในตลาดล่วงหน้าพุ่งสูงขึ้น และมีแนวโน้มว่าจะยังอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกในช่วงเวลา 1-3 เดือนข้างหน้านี้ และราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น จะไปกระทบต่อต้นทุนของธุรกิจ และต้นทุนชีวิตของประชาชน
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานที่ประชุม กกร. กล่าวว่า กล่าวว่า ปัจจุบันปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยอยู่ในระดับ 60 วัน ซึ่งถือเป็นระดับที่เพียงพอสำหรับการบริหารจัดการได้อย่างต่อเนื่อง และไม่มีเหตุจำเป็นต้องกักตุน
โดยขณะนี้ไทยกำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแผนนำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่นแทน ซึ่งราคาอาจจะสูงกว่าหรือแพงกว่า แต่เพื่อแก้ปัญหาในระยะชั่วคราว คือ เราต้องไม่ขาดแคลนน้ำมัน
ซึ่งประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อยู่ที่ประมาณ 40% จากทั้งหมดที่ใช้อยู่ ส่วนที่เหลือนั้น มาจากประเทศอื่น ๆ โดยมากที่สุด อันดับ 1 มาจาก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) รองลงมาคือจากสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังมาจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย แอฟริกาตะวันตก และไนจีเรีย
ดังนั้นจึงขอเตือน และขอให้ประชาชนอย่าแตกตื่น หรือพากันไปกักตุนน้ำมัน เพราะอาจทำให้เกิดดีมานด์ เทียมได้ และอยากจะรณรงค์ให้ทุกคนช่วยกันลดการใช้น้ำมัน
นอกจากนี้ มีข้อสังเกตในการประชุมกกร. คือ เมื่อย้อนกลับไปดูสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต หากเราเทียบราคาพลังงานกับตอนเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาน้ำมันพุ่งครั้งเดียว 100 เหรียญ/บาร์เรล และไปสูงสุดที่ประมาณ 150 เหรียญ/บาร์เรล
แต่สถานการณ์ขณะนี้ แม้จะมีการปิดอ่าวช่องแคบฮอร์มุซ กลับพบว่าราคาน้ำมันยังไม่พุ่งขึ้นไปแรงขนาดนั้น เนื่องจากในตลาดโลกยังมีซัพพลายเหลือค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับครั้งก่อน ดังนั้นจึงมองว่า มีความเป็นไปได้ที่เราจะเห็น ราคาน้ำมันแตะ 80 เหรียญ/บาร์เรล แต่อาจจะไม่เห็นโอกาสที่จะไปถึง 100 เหรียญ/บาร์เรล และเชื่อมั่นว่าจะมีผลกระทบต่อประเทศไทยน้อยมาก เพราะสามารถบริหารจัดการได้ค่อนข้างดี
ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ขณะนี้ราคาปรับขึ้นเรื่อย ๆ จาก 10 เป็น 25 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูแล้ว และมีโอกาสที่จะได้เห็นแตะ 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาต้นทุน แต่ถ้าหากมองจากสัดส่วนการผลิตไฟของไทย กกร. ประเมินว่าจะยังไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนในแง่ผลกระทบต่อ SME ในระยะสั้นนี้ ณ ตอนนี้ ยืนยันว่า ยังไม่มีรายงานผลกระทบ เพราะไทยส่งออกไปประเทศตะวันออกกลางไม่มาก เพียงแค่ประมาณ 4% โดยส่งออกไปประเทศอิหร่าน 0.02% และส่งออกไปอิสราเอล 0.2% ซึ่งดูแล้ววันนี้บางประเทศยังไม่ได้รับผลกระทบ ยังสามารถหาช่องทางเดิน เรือได้ และยังส่งออกได้อยู่
ส่วนผลกระทบต่อประเทศไทยในด้านการท่องเที่ยว ล่าสุดมีสายการบินหลายสายระงับการเดินทาง โดยเฉพาะที่กลุ่มจากประเทศตะวันออกกลาง คาดว่าจากภาวะสงครามจะทำให้ยอดลดลงไปประมาณ 10% หรือหายไปประมาณ 70,000-80,000 จากยอดปีก่อน ดังนั้นเราต้องเร่งมองหานักท่องเที่ยวจากแหล่งอื่นเข้ามาชดเชย มาเติมกลุ่มนี้ เช่น เร่งตลาดนักท่อง เที่ยวจีน
แต่อย่างไรก็ตามนายเกรียงไกร ย้ำว่า ถ้าหากสงครามยืดเยื้อ ขยายผล และถ้ามีการโจมตีตามบ่อน้ำมัน โรงกลั่นน้ำมัน โรงผลิตแก๊ส ก็อาจต้องมาประเมินสถานการณ์ อีกรอบหนึ่ง
ถ้าราคาน้ำมันพุ่งขึ้น ราคาสินค้า ข้าวของต่างๆ บริการต่างๆในประเทศก็ไม่รอด ต้องขยับแพงขึ้นเช่นกัน และสิ่งที่จะตามต่อไป ก็คือ เงินเฟ้อ แต่วันนี้แบงก์ชาติย้ำและยังมั่นใจว่ายังเอาอยู่
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้แบงก์ชาติอยู่ระหว่างการติดตามและประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
แต่ในเบื้องต้นประเมินว่า ประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net Importer) จะได้รับผลกระทบต่อ GDP บ้าง แต่อยู่ในระดับที่ไม่มากนัก โดยคาดว่าอาจทำให้ GDP ลดลงประมาณ 0.1 – 0.2% ณ สถานการณ์ปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ส่วนที่จะได้รับผลกระทบมากกว่าคือ อัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากราคาน้ำมันมีน้ำหนักในตะกร้าเงินเฟ้อประมาณ 13% รวมถึงอาจมีผลกระทบทางอ้อมอื่นๆ ตามมา
โดยแบงก์ชาติมองว่าไทยยังมีความสามารถในการดูแลเรื่องเงินเฟ้อได้ เนื่องจากปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับที่ต่ำมาก โดยทั้งปีนี้คาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 0.2 – 0.3% เท่านั้น
เพราะเศรษฐกิจไทยยังมี เสถียรภาพเศรษฐกิจมหาภาคที่แข็งแกร่งมาก และมีกันชนที่ดีในการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนและการเคลื่อนย้ายเงินทุน หนี้ต่างประเทศของไทยอยู่ในระดับต่ำ
ส่วนเรื่องของน้ำมัน แม้จะมีการระบุว่า น้ำมันสำรองของไทยใช้ได้ 60 วัน แต่ในทางปฏิบัติสามารถหาน้ำมันจากแหล่งอื่นหรือใช้พลังงานทดแทนเข้ามาเสริมได้ จึงขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก
คำถามว่าจะต้องมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบพิเศษหรือไม่?
นายวิทัย กล่าวว่า “โชคดีที่กนง.ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้าไปก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมรับความเสี่ยงที่คาดการณ์ไว้บ้างแล้ว ธปท. จะพิจารณาว่าความขัดแย้งจะยืดเยื้อหรือบานปลายเพียงใด หากสถานการณ์มีความรุนแรงและจำเป็นต้องออกมาตรการเพิ่มเติม ธปท. ก็พร้อมที่จะพิจารณาปรับมาตรการ”
นอกจากนี้แบงก์ชาติได้มีการหารือกับธนาคารพาณิชย์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ดูแลลูกค้าที่ทำธุรกรรมกับกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจน้ำมัน ซึ่งแต่ละธนาคารมีมาตรการช่วยเหลือรองรับอยู่แล้ว ในส่วนของรัฐบาลเองก็กำลังเตรียมโครงการและมาตรการช่วยเหลือประชาชนเพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเช่นกัน
และนี่คือ การประเมินเบื้องต้นเท่านั้น เพราะสถานการณ์ยังไม่นิ่ง แต่สิ่งที่ชัดเจน คือ ความเสี่ยงเกิดขึ้นแล้ว และทุกฝ่ายก็กำลังเร่งหาทางรับมือ และย้ำคนไทยอย่าตื่นตระหนก โดยเฉพาะราคาน้ำมัน เพราะล่าสุด รัฐบาลไทย โดยกระทรวงพลังงานยืนยันมีทางออก ทั้งตรึงราคาน้ำมัน ทั้งใช้เงินจากกองทุน และการนำเข้าจากแหล่งใหม่ๆ ทดแทน ซึ่งล่าสุดมีข่าวดีว่า สำรองน้ำมันของไทยเพื่อใช้ในประเทศได้เพิ่มขึ้นมาเป็น 95 วันแล้ว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
