จับตา “สหรัฐฯ–อิหร่าน" สงครามปะทุได้ทุกเมื่อ กับ "3 แรงกระแทกใหญ่" ต่อเศรษฐกิจโลก

ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ให้สัมภาษณ์ ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์ ผู้ประกาศข่าว TNN ในรายการ “มอร์นิ่ง โฟกัส” ถึงประเด็น "ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน : ยืนบนปากเหว หรือเกมการขู่ที่ไม่อยากลั่นไก" ซึ่งนอกจากจะเป็นเรื่องใหญ่ด้านความมั่นคงแล้วยังมีความสัมพันธ์และยึดโยงกับประเด็นเศรษฐกิจโลกอย่างเป็นเนื้อเดียวกันอีกด้วย
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในเวลานี้ ถูกฉายภาพอย่างชัดเจนว่าอยู่ในระดับ “เสี่ยงสูงสุด” ราวกับว่าทั้งสองฝ่ายกำลังยืนอยู่บนปากเหวของความขัดแย้ง อาจารย์มาโนชญ์ วิเคราะห์ว่า นี่คือช่วงเวลาวัดใจอย่างแท้จริง หากฝ่ายใดเริ่มก่อน อีกฝ่ายก็พร้อมตอบโต้ทันทีโดยไม่ถอย แม้ในเชิงลึกจะยังไม่มีฝ่ายใดต้องการเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบก็ตาม
สหรัฐฯ ส่งกองเรือรบเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง แสดงพลังและแรงกดดันทางทหารที่น่าจับตา แต่หากมองให้ลึกลงไป ผู้นำสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณเช่นกันว่าไม่ต้องการใช้อาวุธจริง เห็นได้จากถ้อยคำที่บอกว่า "ส่งกองเรือเข้าไป แต่ขอว่าอย่าให้ต้องใช้จริง" ภาพดังกล่าวสะท้อนเกมวัดใจที่อันตราย เพราะเพียงเหตุการณ์เล็กน้อย อาจทำให้สถานการณ์พลิกจากการข่มขู่ไปสู่การเผชิญหน้าโดยตรง
นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมองว่า หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่เราต้องจับตา คือความเคลื่อนไหวภายในอิหร่าน หากเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ และรัฐบาลใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรง เรื่องนี้อาจถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลสร้างความชอบธรรมในการแทรกแซงจากภายนอก เพราะการที่สหรัฐฯ ส่งกองเรือขนาดใหญ่เข้าไปในตะวันออกกลาง อาจจุดประกายให้ผู้ชุมนุมออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้นอีกครั้ง ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงยังขยายไปถึงบทบาทของอิสราเอล ซึ่งอาจเลือกเปิดฉากโจมตีเลบานอนหรือเป้าหมายที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน เพื่อบีบให้อิหร่านต้องตอบโต้ และเมื่อการตอบโต้เกิดขึ้น สหรัฐฯ ก็อาจเข้ามามีบทบาทโดยตรง อาจารย์มาโนชญ์วิเคราะห์ว่าทั้งหมดนี้อาจเป็นชนวนสำคัญ นำไปสู่สงคราม หรือการเผชิญหน้าแบบเต็มรูปแบบ แต่ก็ตั้งข้อสังเกตต่อไปว่าแม้อิหร่านจะส่งสัญญาณแข็งกร้าว ระบุว่าสงครามครั้งนี้อาจเป็น “จุดจบของความขัดแย้ง” ระหว่างสองประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่งยังเชื่อว่ายังมีช่องว่างของการเจรจาอยู่ ท่ามกลางความตึงเครียดที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี
ความขัดแย้ง สหรัฐฯ-อิหร่าน กับโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคภูมิรัฐศาสตร์กำหนดทิศทางสินทรัพย์
อย่างที่เกริ่นไว้ว่าความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านในเวลานี้ ถูกประเมินว่าอยู่ในระดับเสี่ยงสูงสุด สงครามสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่าย “มืออยู่ที่ไกปืน” แม้ในเชิงลึกจะยังไม่มีฝ่ายใดต้องการเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบ
ทีมข่าว "มอร์นิ่ง โฟกัส" เรียเรียงบทวิเคราะห์ จาก "ฮั่วเซ่งเฮง" ที่ประเมินว่าหลังจากนี้ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางสินทรัพย์โลก สถานการณ์ทองคำโลกที่ปรับตัวแรงทะลุระดับ 5 พันดอลลาร์ต่อออนซ์ จึงไม่ใช่เป็นเพียงการเผชิญความเสี่ยงแบบแยกส่วนอีกต่อไป นักวิเคราะห์มีความกังวลมากว่าจุดที่เปราะบางที่สุดอย่างอิหร่าน อาจกำลังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และความเสี่ยงครั้งใหญ่ต่อโลก ซึ่งผู้เขียนขอสรุปและเรียกว่า "3 แรงกระแทกใหญ่" หากเกิดสงครามตะวันออกกลาง
"3 แรงกระแทกใหญ่" หากเกิดสงครมระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน
จากการได้พูดคุยกับอาจารย์มาโนชญ์ และการเรียบเรียงบทความจากผู้เชี่ยวชาญ ปรากฏว่าหากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยกระดับจนกลายเป็นสงคราม ผลกระทบสำคัญอาจเกิดขึ้นอย่างน้อย 3 ด้านดังนี้
หนึ่ง ผลกระทบต่อน้ำมันและพลังงานโลก
หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดหรือการขนส่งน้ำมันสะดุด จะกระทบต่ออุปทานพลังงานของโลกโดยตรง ราคาน้ำมันมีแนวโน้มพุ่งสูง และอาจลุกลามเป็นวิกฤติพลังงาน ประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน รวมถึงไทย อาจต้องเจอแรงกดดันทั้งด้านต้นทุนและความมั่นคงทางพลังงาน จนต้องเร่งเพิ่มปริมาณสำรองและหาพันธมิตรใหม่
สอง การดึงมหาอำนาจเข้าสู่สมการสงคราม
ความขัดแย้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สองประเทศ หากจีนและรัสเซียถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม จะทำให้แรงกระเพื่อมขยายเป็นวงกว้าง และอาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจของโลก สถานการณ์อาจพัฒนาไปสู่ความตึงเครียดระดับมหาอำนาจ ซึ่งยากต่อการควบคุม แน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลกอีกด้วย
สาม ความเสี่ยงจากสงครามยืดเยื้อ
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่การปะทะระยะสั้น แต่คือการติดหล่มของสงคราม หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่แค่ตะวันออกกลาง แต่จะกระจายไปทั่วระบบเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่พลังงาน การค้า ไปจนถึงเสถียรภาพทางการเงิน และท้ายที่สุด ประเทศที่ไม่ได้อยู่ในสนามรบอย่างไทย ก็ยากจะหลีกเลี่ยงผลกระทบได้
ท่ามกลางโลกที่ปั้นป่วนและเปลี่ยนแปลง สิ่งที่น่ากังวลใจมากคือ ผู้คน และประเทศต่างๆ จะสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนนี้อย่างไร และใครจะเป็นผู้แบกรับต้นทุนที่แท้จริงของเกมมหาอำนาจครั้งนี้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
