เลื่อนชี้ชะตา "ภาษีทรัมป์" เดิมพันครั้งใหญ่สหรัฐฯ

ผศ.ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล คณะสังคมศาสตร์ มศว ให้สัมภาษณ์ในประเด็น "ภาษีทรัมป์" กับ ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์ ในรายการมอร์นิ่ง โฟกัส ไว้อย่างน่าสนใจ อาจารย์มองว่า คำตัดสินจากศาลสูงสหรัฐฯในเรื่อง "ภาษีทรัมป์" เป็นเรื่องใหญ่ เดิมพันชะตาของสหรัฐฯ แม้แต่ผู้นำสหรัฐฯ อย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดใจว่าหากศาลตัดสินว่าเขาไม่มีอำนาจ และให้ภาษีไม่มีผลแล้ว อาจเป็นหายนะของสหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯอาจต้องชำระเงินจำนวน 1 แสน 3 หมื่นล้านดอลลาร์คืน เรื่องนี้อาจส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนลง และในทางการเมืองความนิยมหรือภาพลักษณ์ของทรัมป์อาจถูกกระทบได้อีกด้วย
อาจารย์ประพีร์ มองว่าที่ศาลเลื่อนออกไปก่อนเพราะเรื่องนี้สำคัญมาก
"ทรัมป์เองอาจพยายามเคลื่อนไหว หรือเจรจาบางอย่างเพื่อรับมือกับเรื่องนี้ ศาลก็ต้องหารือกันเพราะคำตัดสินดังกล่าวเป็นเรื่องใหญ่ ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่าแม้ศาลจะตัดสินว่าทรัมป์ไม่มีอำนาจ ทรัมป์อาจหยิบยกอำนาจของประธานาธิบดีที่ต้องการแก้ไขปัญหาในกรณีจำเป็นเร่งด่วน ทำให้ทรัมป์สามารถจัดเก็บภาษีต่อไปได้หรือไม่ ในตอนนี้เราเองคงต้องจับตาดูกันต่ออย่างใกล้ชิด"
วิเคราะห์ฉากทัศน์หลังจากที่ศาลสูงมีคำตัดสิน
ในกรณีที่ศาลชี้ว่า "ภาษีทรัมป์" ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนพยากรณ์ว่าหุ้นทั้วโลกพุ่งสูงขึ้นเพื่อขานรับ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง ความเชื่อมั่นการค้าจะกลับมา แต่รัฐบาลสหรัฐฯ อาจต้องคืนเงินภาษีจำนวนมหาศาลกว่า 1 แสน 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งอย่างที่เกริ่นเอาไว้ในตอนต้นว่าเรื่องนี้อาจเป็นหายนะต่อสหรัฐฯได้
ในทางกลับกันหากว่าศาลตัดสินว่า "ภาษีทรัมป์" ชอบด้วยกฎหมาย จะส่งผลทำให้หุ้นร่วงแรง เงินดอลลาร์แข็งค่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ เสี่ยงพุ่งสูง และธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดจะถูกกดดันให้ลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามคดีนี้อาจยังไม่ได้มีคำตัดสินออกมาในลักษณะ "หัวหรือก้อย" โดยที่ศาลสูงอาจไม่ล้ม "ภาษีทรัมป์" แต่กำหนดเงื่อนไข เรื่องนี้ส่งผลให้ตลาดฟื้นตัวในช่วงสั้นๆ แต่การค้ายังคงมีความตึงเครียดอยู่ และยิ่งว่ามีการประวิงเวลาออกไป ไม่มีคำชี้ขาด อาจก่อให้เกิดความไม่มั่นใจในตลาด นักลงทุนกังวลต่อความเปลี่ยนแปลง ไม่แน่นอน ทำให้อาจเข้าไปถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยกันมากขึ้น
ไทยเราควรต้องเจรจาอย่างไร
อาจารย์ประพีร์ ยอมรับว่าการที่ทรัมป์ประกาศเรื่องภาษีก่อให้เกิดความปั่นป่วนไปทั่วโลก
"เราจะเห็นว่าชาติต่างๆ เร่งเดินหน้าเข้าไปเพื่อหารือกับสหรัฐฯ และด้วยธรรมชาติที่ทรัมป์เป็นนักธุรกิจ แน่นอนว่าทรัมป์ต้องการประโยชน์สูงสุด ประกอบกับการที่เขาเป็นชาติที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าเรา ทำให้การเข้าหาสหรัฐฯ หรือการเจรจาของไทยต้องมีชั้นเชิง เราอาจต้องมองแบบ "คนตัวเล็ก" เราต้องเข้าไปมอบประโยชน์ที่มากกว่า ต้องแสดงว่าเราให้อะไรมากกว่า เพราะลำพังการยื่นหมู ยื่นแมวยังไม่พอ นี่คือนโยบายการเอาใจ ซึ่งเอาจริงๆไทยเราก็คุ้นเคยนโยบายแบบนี้เป็นอย่างดี จุดเสี่ยงคืออย่าไปมองว่าเราจะเสียอำนาจอธิปไตย เสียดินแดน หรือเสียประโยชน์มาก มันไม่ใช่แบบนั้น และแน่นอนเราจะไม่ทำแบบนั้น แต่เราอาจต้องยอมเสียประโยชน์บางอย่าง เพื่อรักษาไว้ซึ่งประโยชน์ที่เหนือกว่า"
มาถึงช่วงท้ายรายการผู้สัมภาษณ์จึงถามกลับไปว่า เรายังต้องการ สหรัฐฯอยู่หรือไม่
อาจารย์ประพีรย์ตอบกลับมาอย่างเฉียบคมว่า
"ไม่ใช่เฉพาะสหรัฐฯ จีน ชาติมหาอำนาจ เราไม่สามารถทิ้งได้เลย เราควรต้องรักษาความสัมพันธ์เพื่อประโยชน์สูงสุดของชาติเรา"
ผมฟังในสิ่งที่อาจารย์พูดแล้วรู้สึกว่านโยบายการเข้าหาที่อาจารย์กำลังอธิบายถึงอาจเป็นอีกหนึ่งทางออกที่น่าสนใจ การเป็น "คนตัวเล็ก" ในเกมมหาอำนาจไม่ได้แปลว่าเราต้องยอมจำนน แต่หมายถึงเราต้อง เล็กแต่พริ้ว และมีคุณค่าบางประการที่เขาขาดเราไม่ได้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
