โลกเดือดเมื่อ "ทรัมป์" ใช้กำลังนำการทูต

ผศ.ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล คณะสังคมศาสตร์ มศว ให้สัมภาษณ์ในรายการไปตามเกม กับ ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์ ผู้ประกาศข่าวTNN หัวข้อ "โลกเดือด เมื่อทรัมป์ ใช้กำลังนำการทูต" ไว้อย่างน่าสนใจ
การเคลื่อนไหวของสหรัฐอเมริกาในเวทีโลกช่วงหลัง กลายเป็นเรื่องสำคัญที่นักวิชาการด้านความมั่นคงและการเมืองระหว่างประเทศจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะแนวโน้มของโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่ใช้ "กำลัง" นำ "กระบวนการทางการทูต" ซึ่งอาจดูสวนทางกับหลักการที่สหรัฐฯ เคยเป็นผู้วางรากฐานไว้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสรีภาพ สิทธิและประชาธิปไตย
แนวโน้มดังกล่าวไม่เพียงสร้างความปั่นป่วนต่อระบบความมั่นคงระหว่างประเทศ แต่ยังสร้างความไม่สบายใจให้กับหลายประเทศ รวมถึงพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ เพราะสิ่งที่กำลังถูกสั่นคลอนคือ “กติกา” ที่ทุกฝ่ายเคยยึดถือร่วมกัน สิ่งที่เกิดขึ้นในเวทีโลกตอนนี้คือความไม่สบายใจ โดยเฉพาะหลังจากที่สหรัฐฯ แทรกแซงเวเนซูเอล่า รวมไปถึงเรื่องขัดแย้งกับอิหร่าน ซึ่งแม้ว่าอุณภูมิจะลดลงมาแล้ว แต่ก็ยังคุกรุ่น ไม่สามารถดูเบาได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือหลายคำถามที่ว่าแล้วใครจะเป็นรายต่อไป รวมไปถึงว่าสิ่งที่สหรัฐฯ ทำอยู่นี้สามารถทำได้จริงหรือไม่
ก่อนที่จะตอบคำถามข้างต้น หากมองในมุมของทรัมป์ เขาอาจมีความเชื่อว่าการแสดงท่าทีแข็งกร้าวเป็นสิ่งจำเป็น ประกอบกับการใช้กำลังอาจเป็นเครื่องมือสื่อสารที่รวดเร็วมากกว่าการเจรจา ทรัมป์จึงมีความจำเป็นต้องทำ ในสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์สูงสุดของสหรัฐ อาจกล่าวได้ว่าท่าทีของ ทรัมป์ สะท้อนแนวคิดการเมืองระหว่างประเทศที่ยึด “อำนาจและผลประโยชน์” เป็นศูนย์กลาง ทรัมป์มองว่าโลกไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมคติ หากแต่เป็นเกมต่อรองของผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า อย่างในกรณีเวเนซูเอลา สหรัฐฯ มองประเทศนี้ทั้งในมิติพลังงานและอุดมการณ์ เวเนซูเอลามีทรัพยากรน้ำมันมหาศาล และเป็นตัวแทนรัฐบาลที่ต่อต้านสหรัฐฯ การกดดันจึงอาจเป็นการสกัดอิทธิพลฝ่ายตรงข้าม แต่อาจต้องยอมรับว่าการใช้กำลังนำการทูต ทำให้อุณหภูมิโลกเราร้อนแรงมากขึ้น
อาจารย์ประพีร์ อธิบายว่าในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศ การใช้กำลังเพื่อยึดครองหรือผนวกดินแดนของรัฐอื่น ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎบัตรสหประชาชาติอย่างชัดเจน หลักการสำคัญระบุไว้ว่า ห้ามรัฐใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดนและเอกราชของรัฐอื่น และไม่ยอมรับการได้มาซึ่งดินแดนโดยการใช้กำลัง ไม่ว่ารัฐนั้นจะเป็นมหาอำนาจก็ตาม
ความน่ากังวลที่สุดจึงไม่ใช่เพียงว่าสหรัฐฯ จะใช้กำลังได้มากเพียงใด แต่คือผลสะเทือนเชิงโครงสร้าง หากรัฐที่เคยเป็นผู้พิทักษ์กติกาโลก กลับเลือกละเมิดกติกาเสียเอง ย่อมเปิดพื้นที่ให้รัฐมหาอำนาจอื่นอ้างเหตุผลเดียวกัน โลกอาจถอยกลับสู่ระเบียบที่อำนาจอยู่เหนือกฎหมาย และความมั่นคงของประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กจะเปราะบางยิ่งกว่าเดิม
คำถามเกี่ยวกับเรื่อง "สงครามโลก" จึงถูกนำมาพูดคุยกันเป็นวงกว้างขึ้น หลังจากที่คู่ขัดแย้งของสหรัฐฯเริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
"ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายชาติก็กังวล มหาอำนาจอย่างจีน รัสเซีย ก็คอยจับตาดู อาจารย์เชื่อว่าเขาไม่ประมาท แต่ก็จับตาดูอย่างใกล้ชิด ต้องยอมรับว่าทรัมป์เป็นตัวกระตุ้น ถามต่อว่ายูเอ็นจะสามารถทำอะไรได้ไหม มองมาที่บ้านเราก็ได้ องค์การระหว่างประเทศอย่างอาเซียนช่วยอะไรเราได้บ้าง ไทย-กัมพูชา หมายความว่าทุกชาติต้องดูแลกันเอง"
ดังนั้นในหากการใช้กำลังนำหน้าการทูตกลายเป็น “บรรทัดฐานใหม่” ของมหาอำนาจ โลกจะยังมีพื้นที่สำหรับกฎหมายระหว่างประเทศและสหประชาชาติหรือไม่ และประเทศอย่างไทยควรวางตัวอย่างไรท่ามกลางระเบียบโลกที่กำลังสั่นคลอนนี้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
