“ฮอร์มุซ” ปิด 3 เดือน จะเกิดอะไรขึ้น ?

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2569 ที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ในเบื้องต้น ได้ส่งผลกระทบแล้วอย่างน้อย 2 ช่องทาง ได้แก่
1. ราคาพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก supply ที่ตึงตัว ในมุมมองศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ Krungthai COMPASS คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะเพิ่มขึ้นแตะ 106-140 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลในช่วง มี.ค.-พ.ค. 2569 ก่อนที่จะทยอยลดลงในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 92 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล หรือปรับตัวขึ้นร้อยละ 32 จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY)
ในปี 2568 ไทยมีการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงถึงร้อยละ 60 (ที่มา: Trade Map) และส่วนใหญ่นำเอาน้ำมันดิบเหล่านั้นมากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูป ดังนั้น ราคาน้ำมันดิบดูไบที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ มี.ค. 69 ย่อมส่งผลให้ราคาขายหน้าโรงกลั่น และราคาขายปลีกของน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนของภาคธุรกิจของไทย โดยเฉพาะธุรกิจที่มีต้นทุนน้ำมันในสัดส่วนที่สูง รวมทั้งทำให้ค่าครองชีพของคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า
และ 2. ค่าระวางการขนส่งสินค้าทางเรือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และยังมีผลต่อเนื่องถึงการขนส่งผ่าน “ช่องแคบับเอลเมนเดบ” ที่ต่อกับทะเลแดง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเส้นทางสำคัญในการขนส่งสินค้าของภูมิภาคตะวันออกกลาง
สำหรับไทย การขนส่งสินค้าทางทะเลจากไทยไปยังปลายทางสำคัญส่วนใหญ่ยังสามารถขนส่งได้ ยกเว้นเส้นทาง Thailand-Jebel Ali (Dubai) ที่สายเรือส่วนใหญ่ได้ระงับการให้บริการ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อปลายเดือน ก.พ. 2569
ขณะที่การขนส่งสินค้าทางทะเลในบางเส้นทาง เริ่มเห็นผลกระทบจากค่าระวางเรือที่ปรับตัวขึ้นแล้ว เช่น ค่าระวางเรือจากไทยไปยังยุโรปที่มีการปรับขึ้นกว่าร้อยละ 24 จากช่วงก่อนความไม่สงบ เนื่องจากสายเรือส่วนใหญ่เลี่ยงแล่นผ่านทะเลแดง โดยอ้อมแหลม Good Hope ที่ใช้เวลาและเชื้อเพลิงมากขึ้น รวมถึงค่าระวางเรือไทยไปยังสหรัฐฯ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ที่ปรับขึ้นราวร้อยละ 4-7
อย่างไรก็ดี ค่าระวางเรือระหว่างไทยกับประเทศในแถบเอเชีย เช่น จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ยังไม่ปรับตัวมากนัก แต่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป
ดังนั้นความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมาเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 อาจนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซที่นานขึ้น ย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจและธุรกิจไทยเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซและการสู้รบมีแนวโน้มกินระยะเวลา 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค. 69) จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง? โดยมีข้อกังวลเศรษฐกิจและธุรกิจไทยแบ่งเป็น 3 กรณี
กรณีแรก Immediate Concerns ได้แก่ Transport Disruption (การหยุดชะงักของการขนส่ง) โดยภาคท่องเที่ยวไทยมีโอกาสได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม โดคาดว่าในเดือน มี.ค. 69 จะกระทบจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดลงราว 3.9 แสนคน คิดเป็นค่าใช้จ่ายภาคท่องเที่ยวที่หายไปราว 25,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ หากสงครามยืดเยื้อราว 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค. 69) คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดลงถึง 9.8 แสนคน คิดเป็นรายได้ท่องเที่ยวที่หายไปถึง 64,000 ล้านบาท จากผลกระทบทางตรงจากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและอิสราเอลที่ลดลงจากสถานการณ์ความไม่สงบ แม้กลุ่มดังกล่าวจะมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 3.5 แต่ก็เป็นกลุ่มที่มี Spending per Head สูง
และจากนักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรป (ไม่รวมรัสเซีย) และสหรัฐฯ ซึ่งได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการที่ไม่สามารถบินผ่าน หรือเปลี่ยนเครื่องที่ Hub การบินในตะวันออกกลาง เช่น สนามบินดูไบ โดฮา และอาบูดาบี ซึ่งกลุ่มนี้มีสัดส่วนถึงร้อยละ 21
อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาพรวมยังได้รับแรงหนุนบางส่วนจากนักท่องเที่ยว Short-haul ที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้น ซึ่งประเมินว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 จะอยู่ที่ราว 33.7 ล้านคน ยังมีแนวโน้มเติบโตประมาณร้อยละ 2.4 YoY
นอกจากนี้ ผลกระทบทันที่อีกด้านหนึ่งคือ สัญญาณการขาดแคลนเม็ดพลาสติกในช่วงที่เหลือของเดือน มี.ค. 2569 มีสัญญาณขาดแคลนวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตเม็ดพลาสติก เนื่องจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานในตะวันออกกลางหยุดชะงัก ทำให้ไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบแนฟทามาผลิตเม็ดพลาสติกได้ ส่งผลให้โรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นบางแห่งในไทยต้องหยุดการผลิตชั่วคราว โดยเฉพาะผู้ผลิตเม็ดพลาสติกที่พึ่งพาการนำเข้าแนฟทาจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ซึ่งต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
จากผลสัญญาณขาดแคลนเม็ดพลาสติก ส่งผลให้ Krungthai COMPASS เกิดความกังวลว่าเพิ่มขึ้น หรือ กรณีที่สอง Biggest Concerns โดยประเมินว่า หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นระยะเวลา 3 เดือน อาจมีความเสี่ยงที่จะมีการปิดโรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้ Ethylene และ Propylene หายไปจากระบบอย่างน้อยราว 1.2 ล้านตัน หรือราวร้อยละ 13.8 ของกำลังการผลิตทั้งหมดของไทย
โดยเฉพาะผู้ผลิตที่พึ่งพาการนำเข้า "แนฟทา" จากตะวันออกกลางเป็นหลัก ซึ่งจะทำให้สต็อกแนฟทาไม่เพียงพอต่อการผลิต รวมถึงกลุ่ม SMEs ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบ โดยปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตเม็ดพลาสติกจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปลายน้ำต่อไป
ทั้งนี้ ผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบแนฟทาในการผลิตเม็ดพลาสติก คาดว่า จะชัดเจนภายในช่วงเดือน เม.ย. 2569
ส่วนบริษัทปิโตรเคมีที่มีโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศ รวมถึงใช้น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยเป็นหลักยังมีแนวโน้มดำเนินการผลิตได้ตามปกติ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 40-50 ของการผลิตทั้งหมดของไทย อย่างไรก็ดี ยังคงได้รับแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ ทิศทางราคาน้ำมันดีเซลที่อาจเพิ่มขึ้นไปแตะระดับมากกว่า 40 บาท/ลิตร ใน เม.ย. 2569 โดย Krungthai COMPASS คาดว่า ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยทั้งปีจะเพิ่มขึ้นจาก 32 บาท/ลิตร ในปี 2568 เป็น 35.7 บาท/ลิตรในปี 2569 โดยคาดว่าราคาน้ำมันดีเซลจะทยอยเพิ่มขึ้นจาก 32.1 บาท/ลิตรในช่วง มี.ค. 2569 เป็น 41.0 บาท/ลิตร ในช่วง เม.ย. 69 และ 45.3 บาท/ลิตร ในช่วง พ.ค.2569 เพราะต้นทุนการนำเข้าน้ำมันดิบของไทยที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบดูไบที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลา 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค.69) ก่อนที่คาดว่าจะทยอยลดลงในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2569
ทั้งนี้ การประเมินราคาน้ำมันดีเซลดังกล่าวอยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันสำเร็จรูปราว 68,400 ล้านบาทในช่วง มี.ค.-เม.ย.2569 ซึ่งแบ่งเป็นเงินสดของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่อยู่ราว 28,400 ล้านบาท (ณ 1 มี.ค.69) และการกู้เงินเพิ่มเติมราว 40,000 ล้านบาท และไม่ใช้กลไกการลดภาษีสรรพสามิต
อย่าไรก็ดี ล่าสุดรัฐบาลมีมาตรการให้ปรับภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลดลง 1 บาท โดยกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการ
กรณีที่สาม Future Concerns: ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นแตะมากกว่า 4 บาท/หน่วยไฟฟ้าในช่วง ก.ย.-ธ.ค.2569 โดย Krungthai COMPASS คาดว่า ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยจะแตะ 4.14 บาท /หน่วยไฟฟ้าในงวด ก.ย.-ธ.ค. 2569 หลังภาครัฐที่มีแนวโน้มที่จะตรึงค่าไฟฟ้าโดยเฉลี่ยไว้ที่ 3.88 บาท/หน่วยไฟฟ้าในงวด ม.ค.-ส.ค. 2569 ผ่านการใช้กลไกต่างๆ เพราะต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงก.ย.-ธ.ค.2569 ตามแนวโน้มราคา JKM LNG ในช่วงเวลาดังกล่าว
ทั้งนี้ การประเมินนี้อยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่าภาครัฐใช้กลไกต่างๆในการอุดหนุนค่าไฟฟ้าไม่เกิน 20 สตางค์/หน่วยไฟฟ้า ในช่วง พ.ค.-ส.ค. 2569 และไม่มีการอุดหนุนค่าไฟฟ้าในช่วง ก.ย.-ธ.ค. 2569
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดสํานักงานคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569 – 31 มีนาคม 2569 สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสำหรับงวด พ.ค.-ส.ค. 2569 โดยกรณีถูกสุดจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.95 บาทต่อหน่วย และกรณีแพงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 4.59 บาทต่อหน่วย ดังนั้น มีโอกาสที่ค่าไฟฟ้าอาจปรับสูงกว่าประมาณการข้างต้น
ทั้งนี้ การที่ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วง เม.ย.-พ.ค. 69 ย่อมส่งผลกระทบเชิงลบต่อกลุ่มธุรกิจที่มีสัดส่วนต้นทุนน้ำมันต่อต้นทุนทั้งหมดที่สูง ได้แก่ ธุรกิจขนส่งผู้โดยสารทางถนน (ค่าน้ำมัน คิดเป็นร้อยละ27.8 ของต้นทุนทั้งหมด) ธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเล (ร้อยละ 26.3 ) ธุรกิจขนส่งสินค้าทางถนน (ร้อยละ 20.0 ) ธุรกิจผลิตเหล็ก (ร้อยละ 7.2)
นอกจากนี้ การที่ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในช่วง ก.ย.-ธ.ค. 69 ย่อมส่งผลกระทบเชิงลบต่อกลุ่มธุรกิจที่มีสัดส่วนต้นทุนไฟฟ้าต่อต้นทุนทั้งหมดที่สูง ได้แก่ ธุรกิจโรงน้ำแข็ง (ค่าไฟฟ้าคิดเป็นร้อยละ 32.4 ของต้นทุนทั้งหมด) ธุรกิจคลังสินค้า (ร้อยละ 16.8 ) ธุรกิจผลิตและจัดหาน้ำ (ร้อยละ 14.6) ธุรกิจโรงแรม (ร้อยละ 14.0 ) ธุรกิจผลิตซีเมนต์ (ร้อยละ 11.0) และธุรกิจผลิตเหล็กและเหล็กกล้า (ร้อยละ 6.8)
และที่น่ากังวลในอนาคตคือหากราคาตั๋วเครื่องบินยืนสูงเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่าชาติเข้าไทยลดลงต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ 33.7 ล้านคน เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมัน Jet Fuel เพิ่มสูงขึ้นกว่าร้อยละ 100 ประกอบกับจำนวนเที่ยวบินที่ถูกยกเลิกจากการจำกัดน่านฟ้าในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินในหลายเส้นทางปรับสูงขึ้น และหากสถานการณ์ดังกล่าวยังคงยืดเยื้อต่อเนื่อง อาจกระทบต่อกำลังซื้อของนักท่องเที่ยว Short-haul ในอนาคต
นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นเทรนด์ของนักท่องเที่ยวยุโรปที่หันมาเดินทางท่องเที่ยวในโซนยุโรปเอง แทนการเดินทางมายังฝั่งเอเชียมากขึ้น จากปัญหาเรื่องเที่ยวบินยกเลิก การบินอ้อม ทำให้ระยะเวลาเดินทางนานขึ้น ส่งผลให้ราคาตั๋วสูงขึ้น และต้นทุนในการเดินทางเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจเป็น Downside ต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569
นอกจากนี้ในกรณี Future Concerns ยังความเสี่ยงขาดแคลนปุ๋ยเคมี กระทบผลผลิตสินค้าเกษตรเนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีถึงร้อยละ 95 ของปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีทั้งหมดของไทย หรือราว 5-6 ล้านตันต่อปี โดยในปี 2568 ไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีจากตะวันออกกลางมากถึง 2.2 ล้านตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 34 ของปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งหมดของไทย โดยในแต่ละปี ไทยนำเข้าแม่ปุ๋ยราว 2 ใน 3 ของปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งหมด เพื่อนำมาผสมตามสูตรของผู้ผลิตแต่ละราย โดยเฉพาะแม่ปุ๋ยไนโตรเจนที่มีสัดส่วนมากถึงร้อยละ 50 ของปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งหมดของไทย
โดยในปี 2568 ไทยนำเข้าแม่ปุ๋ยไนโตรเจนจากตะวันออกกลางมากถึง 1.8 ล้านตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 55 ของปริมาณการนำเข้าแม่ปุ๋ยไนโตรเจนทั้งหมดของไทย ส่วนใหญ่นำเข้าจากซาอุดิอาระเบีย (ร้อยละ 33) โอมาน (ร้อยละ 11) และกาตาร์ (ร้อยละ 9 ) ทำให้ไทยมีความเสี่ยงขาดแคลนปุ๋ยเคมี ซึ่งอาจกระทบปริมาณและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร และยังมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากค่าไฟฟ้าอาจมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นช่วง ก.ย.-ธ.ค. 69 ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรสูงขึ้น
อย่างไรก็ดี ข้าว ทูน่ากระป๋อง และไก่ อาจได้อานิสงส์จากความกังวลด้าน Food Security เนื่องจากประเทศในตะวันออกกลางยังผลิตสินค้าเกษตรและอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคในประเทศ ดังนั้น หากสถานการณ์ดังกล่าวบรรเทาลงจนกลับมาขนส่งสินค้าได้ หรือหากรัฐบาลไทยสามารถเจรจากับอิหร่านเพื่อเปิดโอกาสให้เรือสินค้าจากไทยส่งออกอาหารไปยังตะวันออกกลางในช่วงภาวะสงครามได้ อาจทำให้ไทยได้รับอานิสงส์จากการเร่งนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารจากความกังวลด้านความมั่นคงทางด้านอาหาร
โดยข้อมูลจาก USDA ชี้ว่า กลุ่มประเทศตะวันออกกลางสามารถผลิตสินค้าเกษตรและอาหารได้เฉลี่ยเพียงประมาณร้อยละ 37 ของความต้องการบริโภคในประเทศทั้งหมด โดยเฉพาะปลา ข้าว และไก่ที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออกและเป็นผู้ส่งออกอันดับต้นๆ ของโลก แต่ประเทศในตะวันออกกลางผลิตได้เพียงร้อยละ 3, ร้อยละ 25 และร้อยละ 78 ของความต้องการบริโภคในประเทศทั้งหมด ตามลำดับ ซึ่งจะเป็นโอกาสของไทยในการส่งออกไปตลาดตะวันออกกลาง
โดยปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปตะวันออกกลางราว 6.8 หมื่นล้านบาท หรือราวร้อยละ 4.0 ของการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารทั้งหมด อย่างไรก็ดี ต้นทุนด้านพลังงานและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นจากค่าระวางเรือที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ค่าประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม รวมถึงระยะเวลาการขนส่งที่ยาวขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการเกษตรและอาหารต้องประเมินความคุ้มค่าในการส่งออกอย่างรอบด้านและระมัดระวังมากขึ้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
