รีเซต

อาหารสำเร็จรูปโอดกระทบหนักต้นทุนพุ่งเงินบาทผันผวน

อาหารสำเร็จรูปโอดกระทบหนักต้นทุนพุ่งเงินบาทผันผวน
TNN ช่อง16
20 พฤษภาคม 2569 ( 23:29 )
10

สำหรับผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของภาคเอกชน และผู้ประกอบการที่เห็นชัดทางกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารที่ส่งสัญญาณว่าไตรมาส 2 เริ่มได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่กดดันราคานํ้ามัน ค่าขนส่งเรือ แพ็กเกจจิ้ง และวัตถุดิบเกษตรขยับขึ้น โดยนายองอาจ กิตติคุณชัย นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป (TFPA)  ระบุว่า ผลกระทบแรกที่เกิดขึ้นทันทีของสงครามตะวันออกกลาง คือ “พลังงาน” และตามมาด้วย “โลจิสติกส์” ซึ่งไม่ใช่ปัญหาการขาดแคลนสินค้า แต่เป็นต้นทุนที่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว บางรายการเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ขณะที่ค่าเงินบาทยังผันผวน ทำให้ผู้ส่งออกต้องรับความเสี่ยงพร้อมกันหลายด้าน

นอกจากนี้ต้นทุนพลังงานยังส่งผลต่อการขนส่งทุกประเภทไม่เฉพาะสินค้าสำเร็จรูป แต่รวมถึงวัตถุดิบที่ต้องขนจากต้นทาง เช่น ผลพลอยได้จากน้ำตาล ถ่านหิน หรือวัตถุดิบที่ใช้ในโรงงาน แม้ราคาสินค้าบางตัวอาจยังไม่ได้ขึ้นโดยตรง แต่ค่าขนส่งจากโรงงานต้นทางถึงโรงงานผู้ผลิตอาหารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งผู้ประกอบการเริ่มจับตาความเสี่ยงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-มิถุนายนเป็นต้นไป โดยเฉพาะแพ็กเกจจิ้งที่เกี่ยวข้องกับเม็ดพลาสติก กล่อง กระป๋อง และวัสดุบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและสินค้าเกษตรส่งออก

แม้สถานการณ์สงครามจะยุติลงในระยะสั้น แต่ผลกระทบด้านต้นทุนจะไม่หายไปทันที เพราะต้นทุนที่เกิดขึ้นแล้วอาจลากยาวอีก 3-6 เดือน ทั้งจากสต๊อกวัตถุดิบเดิม ค่าขนส่งที่ยังสูง และต้นทุนแพ็กเกจจิ้งที่ทยอยปรับขึ้นตามรอบสัญญา

นายองอาจย้ำว่า ปัญหาไม่ใช่ว่าลูกค้าหายไปหรือความต้องการสินค้าไม่ได้ชะงัก แต่ปัญหาอยู่ที่โครงสร้างการค้า ธุรกิจอาหารส่งออกส่วนใหญ่ไม่ได้ขายแบบสปอต แต่ทำสัญญากับลูกค้ารายใหญ่ ห้างค้าปลีก หรือผู้นำเข้าในต่างประเทศล่วงหน้าเป็นปี  หากปิดดีลตั้งแต่ต้นปีเมื่อต้นทุนปรับขึ้นภายหลังจึงไม่สามารถบวกกลับไปยังลูกค้าได้ทั้งหมด ผู้ประกอบการบางรายสามารถเจรจาขอปรับราคากับลูกค้าที่เข้าใจสถานการณ์ได้บางส่วน แต่หลายรายต้องรับภาระต้นทุนไว้เอง เพราะสัญญาระบุราคาไว้แล้ว

ดังนั้นภาพรวมธุรกิจอาหารในช่วงต้นปีถึงปัจจุบันจึงเกิดภาวะย้อนแย้ง คือ รายได้เพิ่ม ความต้องการตลาดเพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนสูงขึ้น 10-30% ทำให้กำไรลดลง และหลายบริษัทต้องประคับประคอง

มาร์จิ้นอย่างหนัก โดยเฉพาะกลุ่มที่มีต้นทุนโลจิสติกส์และแพ็กเกจจิ้งสูง และจากนี้ก็ยังต้องติดตามปัญหาเรื่องสภาพแวดล้อม ปัญหาภัยแล้งที่จะมีผลกระทบด้วย ซึ่งปัญหาเหล่านี้ทำให้สมาคมต้องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในภาพรวมตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ

สำหรับมาตรการเร่งด่วนที่ต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือ 7 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 1. รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท 2. หนุนเทคโนโลยีลดต้นทุน 3. พิจารณาภาษีนำเข้าสหรัฐอย่างมีเงื่อนไข 4. ขยายตลาดใหม่ ลดพึ่งพาอเมริกา 5. เร่งเจรจา FTA ใหม่ 6. สร้างภาพลักษณ์สินค้าไทยในระดับโลก 7. จัดทำข้อมูล Local Content เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ


ขณะที่นายพงษ์ดนัย หวังธำรงศ์วิทย์ อุปนายกและประธานกลุ่มผู้ผลิตปลาทูน่าและอาหารทะเล มองว่าไตรมาส 2 จะเป็นช่วงที่ได้รับผลกระทบเต็มจากสงครามและราคาพลังงาน โดยต้นทุนหลักของการจับปลาคือ “น้ำมันเรือ” ขณะที่โรงงานในไทยส่วนใหญ่ต้องนำเข้าวัตถุดิบทูน่าจากมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งอยู่ไกล เมื่อน้ำมันเรือแพงขึ้นต้นทุนจับปลาและค่าขนส่งวัตถุดิบเข้าประเทศไทยจึงเพิ่มขึ้นพร้อมกัน

ทางผู้ประกอบการจึงฝากข้อเสนอถึงรัฐบาล 3 ประการสำคัญ ข้อแรก รัฐบาลต้องช่วยลดต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์อย่างเร่งด่วน แม้อาจต้องใช้มาตรการอุดหนุนเฉพาะช่วงเวลา เพราะต้นทุนพลังงานกระทบทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจและซัพพลายเชนประเทศ

ข้อที่สอง รัฐบาลต้องสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าให้เอื้อต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะการหาตลาดใหม่ การเจรจาเอฟทีเอ และการต่อรองกับต่างประเทศในลักษณะที่ “ได้ไป-ได้มา” ไม่ใช่ปล่อยให้ไทยเป็นฝ่ายรับเงื่อนไขเพียงอย่างเดียว เพราะไทยมีศักยภาพสูงในสินค้าเกษตรและอาหาร

ข้อที่สาม รัฐบาลต้องสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารไทยในฐานะ “ฟู้ดซีเคียวริตี้” ของโลก เพราะหลายประเทศเริ่มพูดถึงการกักตุนอาหาร จากเดิม 3 ปีเป็น 5 ปี ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามและภูมิรัฐศาสตร์  สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการจึงไม่ใช่การขอความช่วยเหลือแบบให้เปล่า แต่เป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพ มีความโดดเด่น และสร้างรายได้ให้ประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารที่ไทยเป็นผู้นำโลก


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง