รีเซต

สงครามป่วนธุรกิจทั่วโลกต้นทุนพุ่งรายได้วูบต้องดิ้นเอาตัวรอด

สงครามป่วนธุรกิจทั่วโลกต้นทุนพุ่งรายได้วูบต้องดิ้นเอาตัวรอด
TNN ช่อง16
24 พฤษภาคม 2569 ( 20:32 )

จากการตรวจสอบงบการเงินของบริษัทต่างๆ ในสหรัฐ ยุโรป และเอเชีย นับตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มต้นขึ้น หลายธุรกิจมีสถานะทางการเงินที่น่าเป็นห่วง โดยหลายธุรกิจเผชิญกับราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก และเส้นทางการค้าถูกตัดขาดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ซึ่งอาจนำไปสู่การปิดกิจการมากขึ้นนอกจากการลดคนที่เห็นในหลายๆ ธุรกิจ

จากการวิเคราะห์ข้อมูลของบริษัทอย่างน้อย 279 แห่ง พบว่า สงครามอิหร่าน เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการดำเนินการป้องกันเพื่อบรรเทาผลกระทบทางการเงิน รวมถึงมาตรการด้านการขึ้นราคา และการลดการผลิต ตลอดจนการระงับการจ่ายเงินปันผลหรือการซื้อหุ้นคืน การปรับลดพนักงาน และการขอความช่วยเหลือฉุกเฉินจากรัฐบาลในบางธุรกิจ

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์ระดับโลกที่สร้างความสับสนอลหม่านให้กับธุรกิจต่างๆ หลังจากโลกเผชิญกับการแพร่ระบาดโควิด-19 การรุกรานยูเครนของรัสเซีย และกำลังบั่นทอนความหวังในช่วงที่เหลือของปี เนื่องจากแทบไม่มีสัญญาณบ่งชี้เลยว่าคู่ขัดแย้งจะสามารถบรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้งนี้ได้ในเร็วๆนี้

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์เตือนว่า เมื่อการเติบโตของธุรกิจชะลอตัวลง อำนาจในการกำหนดราคาจะน้อยลง และต้นทุนคงที่ก็ยากที่จะรักษาระดับเดิมไว้ได้ ซึ่งนั่นจะนำไปสู่กำไรที่น้อยลงในไตรมาส 2 และไตรมาสต่อๆ ไป และเมื่อราคาสินค้าที่สูงขึ้นเรื่อยๆ มีแนวโน้มทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น และบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เปราะบางอยู่แล้ว

เช่นเดียวกับผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า  บริษัทรถยนต์โตโยต้า  บริษัทพีแอนด์จีแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคจากสหรัฐที่ออกมาเตือนถึงความเสียหายที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางเข้าสู่เดือนที่สามแล้ว ซึ่งการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงคราม 50% ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มสูงขึ้นด้วย ทำให้อุปทานวัตถุดิบต่างๆ หยุดชะงัก และเส้นทางการค้าที่สำคัญต่อการขนส่งถูกตัดขาด ขณะที่อุปทานปุ๋ย ฮีเลียม อะลูมิเนียม โพลิเอทิลีน และวัตถุดิบสำคัญอื่นๆ ได้รับผลกระทบเช่นกัน

โดยธุรกิจที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่อยู่ในสหราชอาณาจักร และยุโรป ขณะที่ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบราว 1 ใน 3 เป็นธุรกิจในเอเชีย สะท้อนให้เห็นการพึ่งพาน้ำมันและผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงอย่างหนักจากตะวันออกกลาง 

ทั้งนี้รอยเตอร์เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น โดยบอกว่าเมื่อเดือนต.ค. ปีก่อน ธุรกิจหลายร้อยบริษัทต่างประสบกับความสูญเสียเป็นมูลค่ากว่า 35,000 ล้านดอลลาร์ จากมาตรการภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ส่วนในปีนี้สายการบินครองสัดส่วนธุรกิจที่มีภาระต้นทุนจากสงครามมากที่สุด โดยคิดเป็นมูลค่าเกือบ 15,000 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากราคาเชื้อเพลิงเครื่องบินเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า

ขณะที่ความขัดแย้งในอิหร่านมีท่าทีว่าอาจยืดเยื้อ บริษัทจากอุตสาหกรรมอื่นๆ ก็เริ่มส่งสัญญาณเตือนมากขึ้น โดยทางโตโยต้าของญี่ปุ่นเตือนว่า บริษัทอาจได้รับผลกระทบมากถึง 4.3 พันล้านดอลลาร์ ในขณะที่พีแอนด์จีประเมินว่ากำไรหลังหักภาษีอาจลดลง 1 พันล้านดอลลาร์ ด้านแมคโดนัลด์ เชนฟาสต์ฟู้ดยักษ์ใหญ่ยอมรับว่าต้นทุนของธุรกิจอาจสูงขึ้นในระยะยาว เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่บริษัทเกือบ 40 แห่งในอุตสาหกรรมการผลิต เคมีภัณฑ์ และวัสดุ เตรียมจะขึ้นราคาสินค้าเนื่องจากมีความเสี่ยงในการจัดหาปิโตรเคมีจากตะวันออกกลาง โดยมาร์ค เออร์เซก ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของนิวเวล แบรนด์ ระบุว่าราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นราว 5 ล้านดอลลาร์ 

ด้านคอนติเนนทอล แบรนด์ยางรถยนต์สัญชาติเยอรมนี ก็คาดว่าภาระต้นทุนอาจสูงขึ้นอย่างน้อย 100 ล้านยูโร ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เนื่องจากราคาน้ำมันทำให้วัตถุดิบที่ใช้ผลิตแพงขึ้น ขณะที่เจอร์รี โฟวเลอร์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์หุ้นยุโรปของยูบีเอส ระบุว่าภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคโดยตรง ทั้งธุรกิจยานยนต์ โทรคมนาคม และผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน เตรียมปรับลดประมาณการผลประกอบการลงมากกว่า 5% ในอีก 12 เดือนข้างหน้า

ส่วนที่จีนต้นทุนพลังงานกำลังส่งผลกระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจใน "กวางตุ้ง" ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญที่สุดของจีน  โดยเฉพาะการจัดหา “ไฟฟ้า” หลังจากสงครามอิหร่านทำให้การขนส่งเชื้อเพลิงหยุดชะงัก กลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของระบบพลังงานจีน 

มณฑลกวางตุ้งมีประชากรใกล้เคียงกับญี่ปุ่นและมีขนาดเศรษฐกิจเทียบเท่ากับเกาหลีใต้ เมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นสวนทางกับต้นทุนเชื้อเพลิงนำเข้าที่แพงขึ้น ส่งผลให้ราคาซื้อขายไฟฟ้าในตลาดพุ่งขึ้นเกือบเท่าตัว แม้ว่าจีนจะเตรียมตัวมานานหลายปีเพื่อรับมือกับวิกฤติ ทั้งการสำรองน้ำมัน การหาแหล่งพลังงานที่หลากหลาย และการหันไปใช้พลังงานหมุนเวียนหรือนิวเคลียร์ แต่กวางตุ้งอยู่ห่างไกลจากแหล่งถ่านหินในประเทศและต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าเป็นหลัก รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว LNG  ส่งผลให้ราคาเฉลี่ยค่าไฟฟ้าในเดือนเม.ย.พุ่งไปถึง 509 หยวนต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง หรือเกือบ 2 เท่าจากช่วงก่อนสงคราม ส่งผลให้บริษัทเทรดเดอร์ไฟฟ้าหลายแห่งที่คาดการณ์ราคาผิดพลาดต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนอย่างหนักจากการทำสัญญาซื้อขายระยะยาว

แม้ผู้ผลิตรายใหญ่จะยังพอรับมือได้เพราะมีสัญญาราคาไฟฟ้าคงที่ระยะยาว แต่ผู้ผลิตรายย่อยเริ่มได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้นอย่างเซรามิก ซึ่งบางโรงงานต้องลดกำลังการผลิตหรือปิดตัวลงชั่วคราวเนื่องจากสู้ค่าพลังงานไม่ไหว 

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมความต้องการสินค้าส่งออกของจีนยังคงแข็งแกร่ง เนื่องจากปัญหาซัพพลายเชนในส่วนอื่นของเอเชียทำให้คำสั่งซื้อไหลกลับมาที่กวางตุ้ง ประกอบกับการขยายตัวของ EV และดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าในไตรมาสแรกพุ่งสูงขึ้นถึง 7.6%

บทเรียนจากวิกฤติไฟดับในอดีตทำให้กวางตุ้งพร้อมรับมือมากขึ้น แต่ความเสี่ยงในช่วงฤดูร้อนยังคงสูง หากวิกฤตตะวันออกกลางยืดเยื้อ จีนอาจต้องหันกลับไปพึ่งพาถ่านหินมากขึ้นแม้ราคาโลกจะสูงขึ้นก็ตาม 


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง