รีเซต

เตือน จับตา "3 มรสุม" ฉุดการลงทุนโลก

เตือน จับตา "3 มรสุม" ฉุดการลงทุนโลก
TNN ช่อง16
20 สิงหาคม 2569 ( 12:22 )
7

นักวิเคราะห์ประเมินว่า บรรยากาศการลงทุนโลกที่กลับมาผันผวนอีกครั้ง เพราะถูกกดดันจากปัจจัยเสี่ยงเดิม 3 ประการที่ยังไร้ทางออก ซึ่งตลาดหุ้นไทย นอกจากนี้ถูกกดดันไปด้วย บ้านเรายังมีปัจจัยเฉพาะตัวที่น่าเป็นห่วง หลังดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2 พลิกกลับมาขาดดุลสูงถึง 17,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความเสี่ยงเหล่านี้ น่ากังวลแค่ไหน และจะตั้งรับยังไง

บทวิเคราะห์ของหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ประเมินภาวะการลงทุนทั่วโลกเผชิญแรงกดดันหนักจาก 3 ปัจจัยเสี่ยงเดิมที่กลับมากระแทกสินทรัพย์เสี่ยงรอบใหม่ ส่งผลตลาดหุ้นทั่วโลก กลับมาเผชิญความผันผวนอีกครั้ง โดยปัจจัยเสี่ยงเดิม 3 ประการที่ยังไร้ทางออก ได้แก่ ปัจจัยแรก "ไฟสงครามช่องแคบฮอร์มุซยังระอุ หนุนราคาน้ำมันพุ่ง" หลังสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ กลับตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง จากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงท่าทีแข็งกร้าว ยืนยันว่า “ไม่มีการเจรจาหรือการสนทนาใด ๆ และไม่มีกำหนดการเจรจากับอิหร่านในอนาคต” ขณะที่ฝ่ายอิหร่านประกาศกร้าวจะปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าสหรัฐฯ จะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องทั้งหมด ประเด็นดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 91.3 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 25 วัน และเป็นตัวเร่งความกังวลด้านอัตราเงินเฟ้อโลก

ถัดมา คือความเสี่ยงเรื่องหนี้และทิศทางอัตราดอกเบี้ยพุ่งสูง โดยความเสี่ยงนี้ สะท้อนจกาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว (Bond Yield) ยังคงเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งอายุ 10 ปี และอายุ 30 ปีที่แตะระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี หลังจากประเทศผู้ถือครองรายใหญ่อย่างญี่ปุ่นและจีนทยอยลดสัดส่วนการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ลง ซึ่งปัจจัยนี้ทำให้ Discount Rate ของตลาดขยับสูงขึ้น และไปกดดันมูลค่า (Valuation) หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโดยตรง นอกจากนี้ ค่าประกันความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (CDS) ของหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำ เช่น NVIDIA ขยับตัวสูงขึ้นกว่าร้อยละ 0.40 ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมามาแตะที่ร้อยละ 0.82 สะท้อนระดับความเสี่ยงทางการเงินที่สูงขึ้น

และปัจจัยเสี่ยงสุดท้าย คือตลาดอยู่ในโหมดหลบภัยและเปิดสถานะเก็งกำไรขาลงเร่งตัว ล่าสุด ข้อมูลจาก CFTC (Commodity Futures Trading Commission) หรือ คณะกรรมการกำกับดูแลการซื้อขายสัญญาสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า เป็นหน่วยงานอิสระของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกาชี้ว่า นักลงทุนสถาบันและกลุ่มเก็งกำไร หันมาป้องกันความเสี่ยงอย่างรุนแรง โดยการเปิดสถานะขายชอร์ต (Short Position) ในดัชนี NASDAQ100 Futures เพิ่มขึ้นจากประมาณ 77,800 สัญญา เป็น 109,700 สัญญา เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 41 ในช่วง 2 สัปดาห์ ทำให้สถานะ Net Short ของกลุ่มนักเก็งกำไรทะยานขึ้นมาอยู่ที่ 42,900 สัญญา ซึ่งนับเป็นสัปดาห์ที่มีการ Net Short สูงสุดของปีนี้ 

ข้อมูลดังกล่าว สอดคล้องกับค่า Put/Call Ratio ของดัชนี NASDAQ100 ที่ยืนเหนือระดับ 1 เท่าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 11-18 ส.ค. โดยล่าสุดแตะที่ระดับ 1.18 เท่า สะท้อนมุมมองเชิงลบต่อหุ้นเทคโนโลยีอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ นอกจากปัจจัยเสี่ยงเดิมที่ยังไร้ทางออกแล้ว เมื่อกลับมามองปัจจัยในประเทศ ก็มีความกังวลตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดประจำไตรมาส 2 ของไทย ที่พลิกกลับมาขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส

โดยฝ่ายวิจัยฯ ให้ข้อมูลว่า ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดประจำไตรมาส 2 ของไทย พลิกกลับมาขาดดุลสูงถึง 17,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 12 ของ GDP ซึ่งถือเป็นระดับการขาดดุลที่รุนแรงและย่ำแย่ที่สุดเมื่อเทียบกับวิกฤตเศรษฐกิจในอดีต โดยสาเหตุหลักของการขาดดุลดังกล่าว มาจากผลกระทบความตึงเครียดทางตะวันออกกลางที่ผลักดันให้ราคาต้นทุนเชื้อเพลิงนำเข้าและค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ดุลการค้าของไทยขาดดุลลึกถึง 12,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับดุลบริการขาดดุลเพิ่มจากภาระค่าขนส่งทางเรือ ซึ่งฝ่ายวิจัยฯ ชี้ว่าปัจจัยเหล่านี้ ถือเป็นความเสี่ยงหลักที่จะฉุดรั้งการเติบโตของ GDP ในปีนี้ และกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง 

ล่าสุด ยังพบว่าผู้ลงทุนต่างชาติแห่เปิดสถานะขายชอร์ตสุทธิ (Net Short) ในตลาดอนุพันธ์ (TFEX) สูงถึง 23,212 สัญญาในวันเดียว ควบคู่กับยอดขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยสะสมกว่า 6,200 ล้านบาทตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมา (MTD) สะท้อนภาพนักลงทุนต่างชาติกำลังลดพอร์ตและป้องกันความเสี่ยงอย่างรวดเร็ว

และจากความเสี่ยง ทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายใน ฝ่ายวิจัยฯ จึงเน้นย้ำถึงกลยุทธ์ “Selective Buy” ในหุ้น 3 กลุ่มที่เป็นหลุมหลบภัย ภายใต้สภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงและ Upside ดัชนีหลักค่อนข้างจำกัด โดยแนะนำให้นักลงทุนปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ หลีกเลี่ยงการไล่ซื้อเก็งกำไรตามดัชนีตลาดหุ้น และหันมาเลือกสะสมหุ้นเป็นรายตัวแบบเฉพาะเจาะจง (Selective Buy) ใน 3 กลุ่มหลักที่ทนทานต่อทิศทางเศรษฐกิจและได้รับอานิสงส์ตรง ได้แก่

- กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และค่าขนส่งทางเรือพุ่งสูง ได้อานิสงส์จากสภาวะความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ แนะนำ PTTEP, PSL, RCL และ PRM

- กลุ่มหุ้นที่ผลประกอบการไตรมาส 3 คาดจะฟื้นตัวโดดเด่นและได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า แนะนำ CPF, ITC, DELTA, HANA, KCE, BH, BDMS และ PR9

- กลุ่มหุ้นที่อิงกับภาคการบริโภคในประเทศ ท่องเที่ยว และสื่อโฆษณา แนะนำ CPALL, CENTEL, ERW และ VGI

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง