วิกฤตสภาพอากาศ ผลัก “ฉนวนกาซา” ใกล้ล่มสลาย ซ้ำเติมวิกฤตสงครามและโรคระบาด

งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัย Queen Mary University of London ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ One Earth ระบุว่า สงครามอิสราเอล-กาซาได้สร้างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมแล้วประมาณ 33 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ปริมาณดังกล่าวเทียบได้กับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งปีของประเทศจอร์แดน หรือเทียบเท่ารถยนต์ใช้น้ำมันกว่า 7.6 ล้านคันบนท้องถนน
การปฏิบัติการทางทหารโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการยิงปืนใหญ่ จรวด หรือการใช้อุปกรณ์ทางทหาร ก็ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 1.3 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ขณะเดียวกันการก่อสร้างโครงสร้างป้องกัน รวมถึงการฟื้นฟูถนน อาคาร และระบบสาธารณูปโภคที่เสียหายจากสงคราม ยังสร้าง “รอยเท้าคาร์บอน” ขนาดมหาศาลเพิ่มเติมอีกด้วย
ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากสงครามมักถูกมองข้าม แต่ในความเป็นจริงความขัดแย้งทางทหารเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เร่งวิกฤตสภาพภูมิอากาศโลกให้เลวร้ายลง ทำให้หลายฝ่ายเริ่มเรียกร้องให้มีการนับรวมการปล่อยก๊าซจากกิจกรรมทางทหารเข้าเป็นส่วนหนึ่งของบัญชีคาร์บอนระดับประเทศอย่างจริงจังมากขึ้น
ขณะเดียวกันภาวะโลกร้อนก็ย้อนกลับมาซ้ำเติมวิกฤตมนุษยธรรมในกาซาอย่างรุนแรง โดยในฤดูร้อนที่ผ่านมา อุณหภูมิในบางพื้นที่พุ่งสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ท่ามกลางสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ ผู้คนจำนวนมากต้องอาศัยอยู่ในค่ายพักชั่วคราวที่ขาดไฟฟ้า น้ำสะอาด และการระบายอากาศที่เพียงพอ ส่งผลให้ความเสี่ยงจากภาวะขาดน้ำ โรคลมแดด และอาหารเน่าเสียเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO เตือนว่า โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีโอกาสสูงถึง 91% ที่อย่างน้อยหนึ่งปีในช่วง 5 ปีข้างหน้าจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม และมีโอกาส 86% ที่หนึ่งในปีเหล่านั้นจะทำลายสถิติปีที่ร้อนที่สุดของโลก ซึ่งปัจจุบันคือปี 2024
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พายุฝนรุนแรงได้เปลี่ยนถนนหลายสายของกาซาให้กลายเป็นแอ่งน้ำขัง สร้างความเสียหายต่อที่พักพิงของผู้พลัดถิ่นกว่า 3,000 คน ขณะที่สำนักงาน UNICEF รายงานว่า เด็กอย่างน้อย 11 คน รวมถึงทารกแรกเกิดหลายราย เสียชีวิตจากภาวะอุณหภูมิต่ำเกิน หลังต้องเผชิญอากาศหนาวเย็น ฝน และลมแรงเป็นเวลานาน ประชากรราว 800,000 คน หรือเกือบ 40% ของประชากรในกาซา ต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ยิ่งเพิ่มความเปราะบางต่อทั้งภัยพิบัติและโรคระบาด เนื่องจากการขาดแคลนน้ำสะอาด และความแออัดในศูนย์พักพิงเอื้อต่อการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ
ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกาซาเท่านั้น แต่กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่เปราะบางทั่วโลก เช่น เยเมน ปากีสถาน และบางส่วนของแอฟริกา
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้ภัยแล้งยาวนานขึ้น ฝนตกแปรปรวนหนักขึ้น และส่งผลโดยตรงต่อแหล่งน้ำ การผลิตอาหาร อาชีพ และเศรษฐกิจท้องถิ่น เมื่อต้องเผชิญวิกฤตซ้ำแล้วซ้ำเล่า ระบบพื้นฐานของสังคมก็จะฟื้นตัวได้ยากขึ้น ขณะเดียวกันทรัพยากรกลับลดน้อยลงเรื่อย ๆ เช่นกัน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
