กรมชลฯ เร่งบริหารน้ำ รับมือ "เอลนีโญ" ทำฝนน้อย

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เปิดเผยสถานการณ์น้ำภาพรวมทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวม ร้อยละ 69 ของความจุเก็บกัก หรือประมาณ 56,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และมี ปริมาณน้ำใช้การได้ร้อยละ 56 ของความจุกักเก็บ หรือประมาณ 31,900 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่อ่างเก็บน้ำรายภาค ภาคตะวันตกมีปริมาณน้ำกักเก็บสูงสุด ร้อยละ 85 ของความจุกักเก็บ ส่วนภาคกลางมีปริมาณน้ำกักเก็บน้ำที่สุดอยู่ที่ร้อยละ 45 ของความจุกักเก็บ
ด้านนายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันปริมาณฝนสะสมภาพรวมทั้งประเทศยังคงต่ำกว่าค่าปกติอยู่ร้อยละ 10 ทางกรมชลประทานได้สั่งการให้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อบริหารจัดการทั้งในส่วนของน้ำหลากและสำรองน้ำไว้ใช้สำหรับฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง ทั้งนี้ กรมชลประทานคาดการณ์ว่าเมื่อสิ้นสุดฤดูฝนในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 จะมีน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 61,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 80 ซึ่งเพียงพอสำหรับการสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ในฤดูแล้ง รวมถึงพื้นที่เพาะปลูกนาปรังที่คาดว่าจะมีถึง 4-5 ล้านไร่
โดยกรมชลประทานยังคงเฝ้าระวังปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีความชัดเจนและอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงกลางปี 2027 ซึ่งทำให้ปริมาณฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย จึงได้มีการวางแผนบริหารจัดการน้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อปฏิบัติการเติมน้ำในเขื่อนที่มีปริมาณน้ำต่ำกว่าร้อยละ 50-60 เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้ง
ขณะที่รองศาสตราจารย์เสรี ศุภราทิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระบุว่า เอลนีโญปีนี้มีแนวโน้มรุนแรงเพิ่มขึ้น 3 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในช่วงปี 2015-2016 และ 2024 จะทำให้อากาศร้อนและแห้งแล้งมากขึ้น ทำให้อัตราการระเหยของน้ำสูงกว่าปีก่อน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคเเกษตรเป็นอย่างมากโดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่นอกเขตชลประทาน ต้องเตรียมความพร้อมในการสำรองน้ำไว้ใช้เพื่อป้องกันความเสียหาย ประกอบกับคาดการณ์ว่าตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกันยายนเป็นต้นไปปริมาณฝนของไทยก็จะเริ่มลดลงซึ่งจะส่งผลต่อปริมาณน้ำต้นทุนที่จะใช้ในหน้าแล้งปีหน้าด้วย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
