25 ปี หลังเหตุ 9/11 ภัยก่อการร้ายย้ายสนามรบไปไหน?

นับจากวันที่ 11 กันยายน ปี 2001 เมื่อครื่องบินโดยสาร 4 ลำ ถูกใช้เป็นอาวุธพุ่งชนตึกเวิล์เทรดเซ็นเตอร์ ในนครนิวยอร์ก อาคารเพนตากอน และอีกหนึ่งลำตกในรัฐเพนซิลเวเนีย จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตมากถึง 3,000 คน
และหลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่สหรัฐฯเรียกว่า “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย” นี่คือสงครามที่ใช้เวลานานถึง 25 ปี ผลาญงบประมาณของสหรัฐฯ อย่างมหาศาล รวมทั้งยังมีการส่งทหารเข้าไปในหลายประเทศ ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์ของโลกไปอย่างมาก
“อัฟกานิสถาน” – จุดเริ่มต้นของสงคราม
หลัง 9/11 สหรัฐฯ และพันธมิตรเริ่มปฏิบัติการทางทหารในอัฟกานิสถาน เป้าหมายแรกค่อนข้างชัดเจน คือการทำลายเครือข่ายอัลกออิดะห์ซึ่งสหรัฐฯ เชื่อว่าอยู่เบื้องหลังเหตุ 9/11 และการกำจัดฐานฝึกนักรบที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของรัฐบาลตาลีบัน
ในตอนแรก แผนคือการเข้าไปทำลายค่าย ตามล่าผู้นำอัลกออิดะห์ จับหรือสังหารนักรบ แล้วจากนั้นสหรัฐฯ และพันธมิตรก็ค่อยถอนกำลังออกไปจากอัฟกานิสถาน
แต่สิ่งที่เกิดขึ้น กลับไม่เป็นเช่นนั้น ภารกิจต่อต้านการก่อการร้ายค่อยๆ เปลี่ยนเป็นโครงการสร้างประเทศครั้งใหญ่ที่ดูเหมือนกับปฏิรูประบบและโครงสร้างของประเทศก็ว่าได้ ซึ่งดำเนินมายาวต่อเนื่องถึง 20 ปี
เพราะสหรัฐฯ และพันธมิตรไม่ได้เพียงต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้าย แต่พยายามสร้างทั้งรัฐบาลใหม่ สร้างกองกำลังความมั่นคง สร้างระบบสาธารณสุข และขยายสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะเด็กและผู้หญิง
ในช่วงเวลาหนึ่ง อัฟกานิสถานจึงมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและนำมาซึ่งความรู้สึกที่ทั่วโลกไม่เคยพบเห็น อย่างเช่น ผู้หญิงจำนวนมากกลับเข้าสู่โรงเรียนและสถานที่ทำงาน สิทธิขั้นพื้นฐานเพิ่มขึ้น พร้อมๆ กับความหวังว่า คนรุ่นใหม่อาจมีอนาคตที่แตกต่างจากอดีต
แต่ความสำเร็จเหล่านี้ไม่สามารถหยุดสงครามได้…
เพราะแม้ตาลีบันจะถูกขับออกจากอำนาจ แต่พวกเขาไม่ได้หายไป นักรบจำนวนมากถอยไปอยู่ยังพื้นที่ชายแดนอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน และเดินหน้าก่อความไม่สงบต่อ ความรุนแรงเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ โดยข้อมูลจากสำนักข่าว DW รายงานว่า ระหว่างปี 2001 ถึง 2021 มีผู้เสียชีวิตจากการก่อการร้ายในอัฟกานิสถานมากกว่า 71,000 คน และหากนับผู้เสียชีวิตโดยตรงจากสงครามอัฟกานิสถานทั้งหมด ตัวเลขอยู่ที่มากกว่า 176,000 คน
แต่ตัวเลขเหล่านี้ยังไม่สะท้อนผลกระทบทั้งหมด เพราะสงครามไม่ได้ทำลายแค่ชีวิต มันทำลายโรงพยาบาล ระบบสาธารณสุข ถนนหนทาง เศรษฐกิจ อาชีพ และทิ้งบาดแผลทางจิตใจที่สามารถส่งต่อไปเป็นความรุนแรงรุ่นต่อรุ่น
ปี 2021 – เมื่อตาลีบันกลับมาอีกครั้ง
ปี 2021 กองกำลังสหรัฐฯ และพันธมิตรถอนตัวออกจากอัฟกานิสถาน เพียงไม่นานหลังจากนั้นตาลีบันก็กลับเข้าเข้าสู่กรุงคาบูลจนแทบจะไร้แรงต้านใดๆ ในเวลานั้น มีภาพของประชาชนจำนวนมากที่พยายามหนีออกนอกประเทศ พร้อมๆ กับสิทธิของผู้หญิงและเด็กผู้หญิงที่เริ่มจะเลือนรางอีกครั้ง ภาพป้ายของโรงเรียน มหาวิทยาลัยที่ถูกปิดสำหรับผู้หญิงละเด็กผู้หญิง โอกาสการทำงานที่ถูกจำกัดอีกครั้ง และพื้นที่ทางสังคมที่หดแคบลงอย่างมาก
มากไปกว่านั้น อัลกออิดะห์ไม่ได้หายไปจากอัฟกานิสถาน ความสัมพันธ์ระหว่างตาลีบันกับเครือข่ายอัลกออิดะห์ยังคงเป็นหนึ่งในข้อกังวลด้านความมั่นคง ดังนั้น หากมองเฉพาะอัฟกานิสถาน มันคงไม่ใช่แค่สหรัฐฯ ชนะหรือแพ้? แต่สงคราม 20 ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนอะไรที่ยั่งยืนบ้างแล้วหรือยัง?
“อิรัก” – สุญญากาศสร้าง ISIS
อัฟกานิสถานไม่ใช่จุดเดียวของเรื่อง เพราะเมื่อปี 2003 สหรัฐฯ บุกอิรัก โค่นล้มรัฐบาลซัดดัม ฮุสเซน แต่การล่มสลายของรัฐ กลับสร้างสุญญากาศทางการเมืองและความมั่นคง
เพราะเมื่ออาวุธกระจายตัว โครงสร้างรัฐอ่อนแอ และกลุ่มติดอาวุธจำนวนมากเข้ามาแย่งชิงพื้นที่ สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ การเติบโตของกลุ่มญิฮาด และในที่สุดก็นำไปสู่การเกิดขึ้นของกลุ่มรัฐอิสลาม หรือ ISIS
ISIS หรือไอเอส ไม่ได้เป็นแค่เพียงกลุ่มก่อการร้าย แต่ยังเป็นกลุ่มที่พยายามสร้าง “รัฐ” ของตัวเอง ในช่วงที่มีอำนาจสูงสุด ดินแดนที่ ISIS ควบคุมในอิรักและซีเรียครอบคลุมพื้นที่ประชากรหลายล้านคน
กลุ่มนี้ก่อเหตุรุนแรง มีรายงานสังหารประชาชนจำนวนมาก และยังส่งออกการก่อการร้ายไปยังประเทศต่างๆ ทั้งตุรกี ฝรั่งเศส เบลเยียม เยอรมนี อังกฤษ และสเปน เป็นต้น
ก่อนที่ในปี 2019 สงครามการต่อต้านการก่อการร้ายให้ผลสำเร็จอย่างชัดเจนเพราะกลุ่ม ISIS ถูกทำลายลงไป หากแต่อุดมการณ์กลับไม่ได้ถูกทำลายแต่อย่างใด ขณะเดียวกัน ISIS ก็ได้ปรับรูปแบบจากการที่เคยปกครองดินแดน กลายมาเป็นเครือข่ายที่กระจายตัว และนี่กำลังจะนำเราไปสู่สนามรบแห่งใหม่…
“แอฟริกาตะวันตก” – สมรภูมิใหม่ของกลุ่มญิฮาด
วันนี้ หนึ่งในพื้นที่ที่น่ากังวลที่สุด ไม่ได้อยู่แค่ที่ตะวันออกกลาง แต่อยู่ในแอฟริกาตะวันตกและภูมิภาคซาเฮล โดยเฉพาะ มาลี ไนเจอร์ ไนจีเรีย และบูร์กินาฟาโซ
ตลอดกว่า 15 ปีที่ผ่านมา กลุ่มญิฮาดขยายอิทธิพลในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง หนึ่งในกลุ่มสำคัญคือ “โบโก ฮาราม” ในไนจีเรีย และกลุ่ม Jama'at Nusrat al-Islam wal-Muslimin (JNIM) ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายอัลกออิดะห์
ขณะที่รูปแบบการเคลื่อนไหวก็เปลี่ยนไป จากการโจมตีเป็นครั้งๆ ไปสู่การควบคุมพื้นที่ โดยมีการเชื่อมโยงกับกลุ่มติดอาวุธท้องถิ่น การลักพาตัว สังหาร และการใช้ความรุนแรงกับประชาชน
ข้อมูลในช่วงปี 2001-2021 ชี้ว่า การก่อการร้ายใน 4 ประเทศนี้คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 38,000 คน และส่วนใหญ่เกิดขึ้นในไนจีเรีย แต่แนวโน้มล่าสุดที่น่ากังวลยิ่งกว่า คือในปี 2025 ไนจีเรีย บูร์กินาฟาโซ ไนเจอร์ และมาลี ติดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการก่อการร้ายมากที่สุดในโลก ขณะที่กองกำลังตะวันตกจำนวนมากก็กำลังถอนตัวออกจากภูมิภาค
จาก “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย” สู่ “วงจรความรุนแรง”
ผู้เชี่ยวชาญบางคนมองว่า การอัดฉีดอาวุธ เงินทุน และการฝึกทางทหารจากชาติตะวันตกอาจไม่ได้แก้ปัญหารากเหง้า และในบางกรณีอาจยิ่งทำให้วงจรความรุนแรงกลับรุนแรงขึ้น ยิ่งเมื่อมหาอำนาจถอนกำลังออกมา พื้นที่ก็เปิดให้ผู้เล่นรายอื่นเข้ามามีบทบาท อย่างในมาลี การถอนตัวของกองกำลังชาติตะวันตก เปิดทางให้รัสเซียเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ผ่านกลุ่มนักรบรับจ้างอย่าง Wagner ต่การเปลี่ยนผู้เล่นจากตะวันตกเป็นรัสเซียก็ไม่ได้ทำให้ปัญหาญิฮาดหายไป
ส่วนอีกประเด็นที่น่าจับตาคือกลุ่มติดอาวุธกำลังเรียนรู้บทเรียนใหม่จากสงคราม 25 ปีที่ผ่านมา นั่นคือ หากต่อสู้ได้นานพอ วันหนึ่งอาจได้รับการยอมรับทางการเมือง โดยตัวอย่างที่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาคือซีเรียและอัฟกานิสถาน เมื่อ “อาห์เหม็ด อัล-ชารา” อดีตผู้นำกลุ่มที่มีรากเชื่อมโยงกับอัลกออิดะห์ในซีเรีย มาวันนี้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำซีเรีย
ส่วนอัฟกานิสถาน บุคคลจากเครือข่ายที่มีประวัติเชื่อมโยงกับกลุ่มติดอาวุธก็เข้ามาดำรงตำแหน่งในรัฐบาลตาลีบัน
ดังนั้น หากถามว่า สงครามต่อต้านการก่อการร้ายชนะแล้วหรือไม่ ในห้วงเวลาที่ผ่านมาหลัง 9/11 สำหรับบางประเทศ ภัยก่อการร้ายอาจลดลง แต่สำหรับคนจำนวนมากในอัฟกานิสถาน อิรัก ซีเรีย และแอฟริกาตะวันตก สงคราม 25 ปี ไม่ได้ทำให้ความรุนแรงหายไป มันแค่เปลี่ยนรูปแบบ เปลี่ยนพื้นที่ และเปลี่ยนผู้เล่นเท่านั้นเอง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
