วิกฤตการณ์ในเยเมน ซาอุฯ vs ฮูตีถล่มหนัก หวั่นสงครามกลางเมืองปะทุอีก

มีผู้เสียชีวิตแล้วไม่น้อยกว่า 800 ราย และบาดเจ็บหรือถูกบีบให้ต้องพลัดถิ่นอีกนับแสนชีวิต หลังจากที่เกิดการต่อสู้กันอย่างหนักหน่วงจากกลุ่มฮูตี ที่ได้รับการหนุนหลังจากอิหร่าน ที่ปกครองพื้นที่แถบตะวันตกของเยเมน กับรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการหนุนหลังจากซาอุดีอาระเบีย ที่ปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรงในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา
นี่คือแนวรบอีกแห่งของสงครามอิหร่าน
องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ออกแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 838 ราย, บาดเจ็บกว่า 3,000 คน ขณะที่อีกหลายหมื่นคนต้องพลัดถิ่นจากบ้านเกิดของตนเองนับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เมื่อการปะทะกันเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่สงบศึกกันมานานร่วม 4 ปี
กลุ่มฮูตีกล่าวหาว่า รัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ได้โจมตีทางอากาศหลายร้อยครั้งในเยเมน แต่เจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบียยังไม่ได้ยอมรับ ขณะที่พบว่ากาต่อสู้มีขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในแถบที่ฮูตียึดครอง
การหวนคืนสู่สงครามครั้งนี้ นำความกังวลมาสู่วิกฤตมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลกที่จะทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก
ในเยเมน โรงพยาบาลต่าง ๆ ต้องรองรับผู้ป่วยบาดเจ็บสาหัสจำนวนมาก และกำลังเบียดบังทรัพยากรที่ต้องการได้รับการดูแลด้านอื่น ๆ เช่น แม่ที่จะคลอดบุตร ขณะที่ครอบครัวที่ต้องพลัดถิ่นก็เสี่ยงเผชิญกับเชื้ออหิวาต์ เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาดได้
สงครามกลางเมืองในเยเมน
สงครามกลางเมืองในเยเมนเริ่มต้นเมื่อปี 2014 เมื่อกลุ่มฮูตี ซึ่งเป็นมุสลิมชีอะห์ และเรียกตัวเองว่าเป็นพวก “ต่อต้านจักรวรรดินิยม และต่อต้านอิทธิพลจากต่างประเทศ” ได้เข้ายึดครองพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ รวมถึงกรุงซานา เมืองหลวง ที่ก็ยังปกครองมาจนถึงปัจจุบัน
เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ซาอุดีอาระเบียมองว่า “เป็นภัยคุกคามต่อประเทศ” จึงได้ร่วมกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE เปิดปฏิบัติการทางทหารครั้งร้ายแรงเพื่อหวังฟื้นคืนรัฐบาลพลเรือนในเยเมน จนนำมาสู่การเสียชีวิตของผู้คนหลายแสนคน ขณะที่ความหิวโหย และโรคระดบาดก็รุนแรงมากขึ้น
ทั้ง 2 ฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกันเมื่อปี 2022 แต่นั่นก็เป็นเพียงสันติภาพที่แสนเปราะบาง และพังทลายลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
โดยเฉพาะหลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากสงครามต่ออิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ในช่วงแรกฮูตีก็ดูเหมือนจะวางตัวเป็นกลาง และไม่ร่วมสู้รบ
แต่ท้ายสุด ความตึงเครียดก็กลับคืนมาอีกครั้ง และอาจกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบอีกครั้ง
ในเดือนกรกฎาคม กลุ่มฮูตีกล่าวหาว่า ซาอุดีอาระเบียได้ระเบิดใส่ท่าอากาศยานในกรุงซานา เพื่อกีดกันไม่ให้เครื่องบินอิหร่านลงจอด ฮูตีจึงได้ประกาศปิดเส้นทางการเดินเรือของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดง ที่กลายเป็นเส้นทางหลักของซาอุฯ ในการขนส่งน้ำมัน หลังจากที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซไปก่อนหน้านี้
อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ การที่กลุ่มฮูตีสามารถยึด “Mokha” ท่าเรือยุทธศาสตร์ในทะเลแดง และเกาะ “เพริม” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณช่องแคบบับ เอล-มันเดบ
รวมถึงการยกระดับโจมตีซาอุดีอาระเบียอย่างต่อเนื่งอ เช่น การโจมตีด้วยขีปนาวุธ และโดรน เข้าใส่กรุงริยาด เมืองหลวง ซึ่งฮูตีชี้ว่าเป็นการตอบโต้ที่ซาอุฯ ได้ทิ้งระเบิดนับร้อย และโจมตีด้านอื่น ๆ ใส่เยเมนในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
แม้ว่าฮูตีจะเป็นพันธมิตรกับอิหร่าน แต่กลุ่มก็มีการถ่วงดุลระหว่าง “อิหร่าน” กับ “การดำเนินการด้วยตัวเอง” ทำให้นักวิเคราะห์เชื่อว่า ฮูตีได้ดำเนินการอย่างเป็นอิสระ ซึ่งหมายถึงว่า ไม่ได้รับการสนับสนุนให้ดำเนินการจากอิหร่าน แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของกลุ่มฮูตีก็นับว่าเป็นประโยชน์ต่ออิหร่านไม่น้อย เนื่องจากการขยายวงของสงคราม การปิดช่องแคบที่เป็นทางเลือกที่ 2 ก็จะยิ่งเป็นราคาที่แสนแพงให้กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ขณะที่ในเดือนกันยายน กลุ่มฮูตีก็ได้ปฏิบัติการอย่างรุนแรงเพื่อยึดครองดินแดนชายฝั่งทะเลแดงทั้งหมด ที่นำมาสู่การนองเลือดอย่างหนัก มีรายงานว่า ทหารของกองทัพเยเมนเสียชีวิตแล้วไม่น้อยกว่า 500 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 1,500 คน
ทำไมฮูตี จึงเดินเครื่องได้เร็ว?
เพราะรัฐบาลเยเมนนั้นอ่อนแอ เป็นการตั้งขึ้นจากหลายกลุ่มที่ล้วนต้องการขจัดกลุ่มฮูตี แต่ก็ขาดซึ่งความเป็นเอกภาพ ในขณะที่ซาอุฯ ก็เข้ามามีอิทธิพลต่อรัฐบาลเยเมนมากกว่าที่พวกเขาจะสามารถดำเนินการใด ๆ ได้ด้วยตัวเอง
ตรงกันข้ามกับกลุ่มฮูตี ที่มีอำนาจเด็ดขาด และดำเนินการอย่างเป็นอิสระจากอิหร่าน แม้ว่าจะได้รับการสนับสนุนในเรื่องอาวุธ เช่น โดรน และขีปนาวุธ แต่พวกเขาก็ยังสามารถพัฒนาได้ด้วยตัวเองได้มากขึ้นด้วย
แล้วซาอุดีอาระเบียจะดำเนินการอย่างไรต่อ?
ย้อนกลับไปเมื่อปีก่อน มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ได้ลงนามในข้อตกลงยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันประเทศกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยผู้นำซาอุฯ ได้ร้องขอให้ประธานาธิบดีทรัมป์ เข้าแทรกแซงทางทหารต่อกลุ่มฮูตี
แต่ในเวลานั้นทรัมป์ยังลังเลที่จะทำ
และแม้กระทั่งปัจจุบัน ทรัมป็ก็ยังคง “ลังเล” ที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในสงครามนี้ ขณะที่ฝรั่งเศส ระบุว่า จะส่งกองกำลัง และอาวุธยุทโธปกรณ์ไปยังซาอุฯ เพื่อให้สามารถปกป้องโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญ ส่วนอังกฤษก็เสนอจะให้การสนับสนุนด้านการทหารในแง่ของการเติมน้ำมันทางอากาศให้กับเครื่องบินซาอุดีอาระเบีย อย่างที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
อย่างไรก็ตาม ในมุมหนึ่ง ซาอุฯ เองก็ดูจะไม่ได้ต้องการหวนคืนสู่สงครามอีกครั้ง เพราะปฏบัติการครั้งก่อนที่ยืดเยื้อ ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักหน่วง และยังทำให้ชาวเยเมนหลายแสนต้องเสียชีวิตจากความรุนแรง ความอดอยาก และโรคระบาด
แต่ในอีกมุม มีเจ้าหน้าที่ซาอุฯ บางคนมองว่า “สันติภาพกับฮูตี ดูจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้จริง”
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
