รีเซต

จาก IMF-World Bank ถึง "ไทย-ออสเตรเลีย" เมื่อการค้าเสรีถูกท้าทาย

จาก IMF-World Bank  ถึง "ไทย-ออสเตรเลีย"  เมื่อการค้าเสรีถูกท้าทาย
TNN ช่อง16
17 ตุลาคม 2569 ( 23:09 )

ไทยเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank ครั้งที่ 2 ในรอบหลายทศวรรษ

คัง แสดงความยินดีกับประเทศไทยที่ได้เป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank เป็นครั้งที่ 2 โดยการประชุมครั้งก่อนจัดขึ้นในปี 1991 หรือเมื่อประมาณ 35 ปีที่แล้ว

ในวันที่เศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ ความผันผวนของราคาพลังงาน และค่าครองชีพที่สูงขึ้น คำถามสำคัญสำหรับประเทศต่างๆ ไม่ได้มีเพียงว่าจะรับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างไร แต่ยังรวมถึงจะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจจากความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้อย่างไร

ตลอดสัปดาห์ของการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ที่กรุงเทพฯ ในปี 2026 จึงเป็นเวทีสำคัญที่ประเทศต่างๆ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ และหารือแนวทางสร้างความมั่งคั่งร่วมกัน

เขามองว่าโลกและประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากนับตั้งแต่นั้น ทั้งจำนวนประชากร ขนาดของกรุงเทพฯ การเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลอดจนความท้าทายที่ประเทศต่าง ๆ กำลังเผชิญ


ปัจจุบัน เศรษฐกิจโลกต้องรับมือกับแรงกดดันหลายด้าน ทั้งความผันผวนของพลังงานและความขัดแย้งในยุโรปกับตะวันออกกลาง ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจระหว่างประเทศ


ในมุมมองของเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย การประชุมระดับนานาชาติจึงเป็นพื้นที่สำคัญที่ประเทศต่างๆ จะได้มารวมตัวกันเพื่อหารือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และหาข้อสรุปร่วมกัน โดยออสเตรเลียให้ความสำคัญกับการประชุมดังกล่าวมาโดยตลอด


สำหรับการประชุมที่กรุงเทพฯ ในครั้งนี้ ออสเตรเลียส่งทั้งรัฐมนตรีคลัง (Treasurer) และผู้ว่าการธนาคารกลางเข้าร่วมด้วย


คังยังมองว่าการประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญสำหรับประเทศไทยในการนำเสนอทิศทางการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจและเป้าหมายการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะความมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 รวมถึงความตั้งใจในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)


เขาระบุว่า ออสเตรเลียสนับสนุนความมุ่งมั่นดังกล่าวของไทย และมองว่าการประชุมครั้งนี้เป็นจังหวะที่เหมาะสมในการนำเสนอความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น


พลังงานผันผวน “ไทย-ออสเตรเลีย” เผชิญโจทย์ร่วมกัน


เมื่อถูกถามถึงแนวทางรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และผลกระทบจากสงคราม คังระบุว่าแต่ละวิกฤตมีลักษณะแตกต่างกัน จึงต้องพิจารณาแนวทางรับมือให้เหมาะสมกับสถานการณ์


สำหรับความผันผวนด้านพลังงาน เขามองว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากการรุกรานยูเครนของรัสเซียเมื่อหลายปีก่อน ก่อนที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะเข้ามาซ้ำเติมแรงกดดันต่อราคาพลังงาน


แม้ออสเตรเลียจะเป็นผู้ผลิตและส่งออกพลังงานรายใหญ่ แต่ก็ยังต้องนำเข้าเชื้อเพลิงที่ผ่านการกลั่นแล้ว เพื่อนำมาใช้ในการขนส่ง การบิน และการบริโภคภายในประเทศ


รัฐบาลออสเตรเลียจึงพยายามกระจายแหล่งจัดหาพลังงานจากทั่วโลก พร้อมปรับปรุงการผลิตและการกระจายทรัพยากรพลังงานภายในประเทศ เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดพลังงาน


ขณะเดียวกัน ออสเตรเลียและไทยต่างมีเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 โดยออสเตรเลียให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน


คังเปิดเผยว่า ปัจจุบันไฟฟ้าที่ผลิตในออสเตรเลียประมาณ 40% มาจากพลังงานหมุนเวียน และคาดว่าสัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นต่อไป

การค้าเสรีคือหัวใจของความมั่งคั่งร่วมกัน


เมื่อพูดถึงผลลัพธ์ที่ต้องการจากการประชุม IMF-World Bank เพื่อสนับสนุนความมั่งคั่งร่วมกัน คังย้ำว่าออสเตรเลียเป็นประเทศที่เชื่อมั่นในการเปิดตลาดและการค้าเสรี เช่นเดียวกับประเทศไทยที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศในระดับสูง


เขากล่าวว่า การค้าคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 140% ของ GDP ไทย ตามตัวเลขที่เขาระบุระหว่างการสัมภาษณ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการค้าต่อเศรษฐกิจไทย


ในมุมมองของคัง การเปิดตลาดและการค้าเสรีเป็นประเด็นสำคัญที่ประเทศต่าง ๆ ควรหารือร่วมกัน เพื่อสร้างความมั่งคั่งและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนหลายด้าน


สำหรับความสัมพันธ์ทวิภาคี เขากล่าวถึงการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อเดือนสิงหาคม 2026 โดยระหว่างการเยือน ผู้นำของทั้งสองประเทศได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น


คังระบุว่า ไทยเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับที่ 11 ของออสเตรเลียในระดับโลก ขณะที่ออสเตรเลียเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับที่ 9 ของไทย


ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ และยังมีพื้นที่ให้ขยายความร่วมมือได้อีก โดยเฉพาะการเพิ่มการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงภาคธุรกิจของทั้งสองฝ่าย


ออสเตรเลียอยากเห็นเงินทุนไหลเข้าไทยเพิ่มขึ้น


หนึ่งในความคาดหวังสำคัญของออสเตรเลีย คือการเพิ่มการลงทุน โดยเฉพาะจากบริษัทและกองทุนของออสเตรเลียที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


คังเปิดเผยว่า ออสเตรเลียกำลังสนับสนุนการเดินทางของคณะนักลงทุนสถาบันมายังกรุงเทพฯ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประมาณ 20 กองทุนและสถาบันการลงทุน ครอบคลุมกองทุนบำเหน็จบำนาญและกองทุนเพื่อการเกษียณอายุ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ธนาคารเอกชน และกลุ่มผู้ลงทุนในตลาดทุน


คณะดังกล่าวเดินทางมาเพื่อสำรวจโอกาสการลงทุนในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะขยายการลงทุนระหว่างกัน


สำหรับออสเตรเลีย การสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการส่งออกและนำเข้าสินค้า แต่ยังรวมถึงการเปิดโอกาสให้เงินทุนจากภาคธุรกิจและนักลงทุนสถาบันเข้ามามีส่วนร่วมกับการเติบโตของเศรษฐกิจไทย

จากเครื่องยนต์สันดาปสู่ AI และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต


นอกเหนือจากการค้าและการลงทุนในภาพรวม คังยังมองว่าไทยกับออสเตรเลียมีโอกาสร่วมมือกันในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีและการยกระดับห่วงโซ่มูลค่าการผลิต


เขากล่าวถึงทิศทางการพัฒนาของไทยที่ให้ความสำคัญกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีทางการแพทย์ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ตลอดจนความจำเป็นในการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า


ประเทศไทยมีประสบการณ์อย่างมากในการผลิตยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบดั้งเดิม แต่การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเปิดโอกาสให้ไทยต่อยอดขีดความสามารถดังกล่าวไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น


คังมองว่ามีตัวอย่างความร่วมมืออีกมากที่ออสเตรเลียและไทยสามารถพัฒนาร่วมกัน เพื่อช่วยให้ทั้งสองประเทศยกระดับห่วงโซ่มูลค่าการผลิตได้


สิ่งที่ออสเตรเลียกำลังผลักดัน คือการส่งเสริมให้มีการลงทุนจากออสเตรเลียในประเทศไทยมากขึ้น เพื่อให้ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศสามารถทำงานร่วมกันในอุตสาหกรรมเหล่านี้


เงินเฟ้อและค่าครองชีพ รัฐบาลกับธนาคารกลางต้องมีบทบาท


อีกประเด็นสำคัญในการหารือคือบทเรียนจากประสบการณ์ของออสเตรเลียในการรับมือกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ หนี้สาธารณะ และค่าครองชีพ


คังระบุว่า ไม่มีบทเรียนเฉพาะเพียงข้อเดียวที่สามารถนำไปใช้ได้กับทุกประเทศ เพราะหลายประเทศกำลังเผชิญความท้าทายคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะแรงกดดันจากราคาสินค้าที่สูงขึ้น


เขายกตัวอย่างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งระหว่างประเทศก็ส่งผลต่อเงินเฟ้อและทำให้การบริหารเศรษฐกิจมีความซับซ้อนมากขึ้น


ในสถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลมีบทบาทในการใช้มาตรการทางการคลังเพื่อลดผลกระทบจากเงินเฟ้อ และช่วยปกป้องผู้บริโภคจากค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป ทั้งจากการซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตและการเติมน้ำมันเชื้อเพลิง


ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางก็มีบทบาทสำคัญผ่านนโยบายการเงินและการกำหนดอัตราดอกเบี้ย เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ


คังมองว่าการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างประเทศในประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนระหว่างธนาคารกลางเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินนโยบายการเงิน ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญที่ประเทศต่างๆ สามารถหารือร่วมกันในการประชุมที่กรุงเทพฯ


ความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลียในวันที่โลกเปลี่ยน


จากมุมมองของเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับออสเตรเลียยังมีโอกาสพัฒนาได้อีกมาก ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต


ออสเตรเลียต้องการเห็นการลงทุนจากบริษัทและกองทุนของตนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น พร้อมสนับสนุนการขยายการค้าและการทำงานร่วมกันในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ตั้งแต่ AI เศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีทางการแพทย์ ไปจนถึงยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด


ขณะเดียวกัน ทั้งสองประเทศยังต้องรับมือกับโจทย์ร่วมกันจากความผันผวนของพลังงาน เงินเฟ้อ และค่าครองชีพ โดยอาศัยความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน


ในวันที่เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลง ความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลียจึงมีพื้นที่ให้พัฒนาไปไกลกว่าการซื้อขายสินค้า หากสามารถต่อยอดความร่วมมือทางการค้าให้เป็นการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมได้ ก็จะเปิดโอกาสให้ทั้งสองประเทศเติบโตไปด้วยกันในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง