"อิหร่าน" ขู่ตัดสายเคเบิล 7 เส้นใต้ทะเล เสี่ยงเน็ตทั่วโลกป่วน

ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซกำลังส่งสัญญาณขยายจากเส้นทางขนส่งพลังงาน ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร หลังอิหร่านกล่าวถึงสายเคเบิลอินเทอร์เน็ตใต้ทะเล สำนักข่าวอนาโดลูรายงานโดยอ้างสถานีโทรทัศน์ทางการอิหร่านว่า ฮอสเซน โมเฮบบี โฆษกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม กล่าวเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ว่า มีสายเคเบิลอินเทอร์เน็ตหลัก 7 เส้นพาดผ่านใต้ช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมส่งสัญญาณว่าอิหร่านจะเปิดเผยเป้าหมายใหม่และอาวุธใหม่
ก่อนหน้านี้ โมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน เคยเตือนว่า หากสงครามปะทุขึ้นอีกครั้ง อิหร่านอาจโจมตีสายเคเบิลใต้ทะเล ศูนย์ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ
คำเตือนนี้เพิ่มประเด็นที่บริษัทต้องติดตาม นอกจากการขนส่งน้ำมัน เพราะหากโครงข่ายสื่อสารได้รับความเสียหายจริง บริการที่ต้องรับส่งข้อมูลผ่านเส้นทางดังกล่าวอาจล่าช้าหรือหยุดชะงัก ตั้งแต่ระบบชำระเงิน การติดต่อคู่ค้า ไปจนถึงบริการคลาวด์ ทั้งนี้ ระดับผลกระทบจะขึ้นอยู่กับจุดที่เสียหายและความสามารถในการเปลี่ยนไปใช้เส้นทางสำรอง
ขณะเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม โดยอ้างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านและแหล่งข่าวภายในว่า อิหร่านตั้งใจยืดการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมวันที่ 3 พฤศจิกายน
แหล่งข่าวระบุว่า ผู้นำอิหร่านไม่ต้องการยอมรับเงื่อนไขที่อาจกลายเป็นชัยชนะทางการเมืองของทรัมป์ และยังเตรียมรับความเป็นไปได้ที่จะถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอีกครั้ง
อิหร่านยังคงเสนอแผนเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 7 วัน ภายใต้การควบคุมของตนเอง โดยเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล ผ่อนคลายข้อจำกัดส่งออกน้ำมัน ปลดอายัดทรัพย์สิน และยุติการสู้รบทุกแนวรบ ขณะที่สหรัฐฯ ต้องการให้ประเด็นนิวเคลียร์เข้าสู่การเจรจาตั้งแต่ต้น
แต่การยื้อเวลามีต้นทุนต่ออิหร่านเช่นกัน รอยเตอร์รายงานโดยอ้างศูนย์สถิติอิหร่านว่า เงินเฟ้อเดือนกันยายนอยู่ที่ร้อยละ 73.6 เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนค่าเงินเรียลอ่อนลงเกือบร้อยละ 35 เทียบดอลลาร์ นับตั้งแต่สหรัฐฯ กลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลในเดือนกรกฎาคม
สำหรับภาคธุรกิจ สถานการณ์จึงต้องติดตามทั้งโอกาสเปิดเส้นทางพลังงาน และความปลอดภัยของระบบสื่อสาร หากความขัดแย้งขยายมาถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจริง บริษัทอาจต้องรับภาระเพิ่มทั้งต้นทุนพลังงานและการรักษาความต่อเนื่องของบริการในเวลาเดียวกัน