“เอเชีย” โตแกร่ง AI ยังไม่แทนที่ เร่งปั้นคน

รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Regional Economic Outlook Asia and Pacific) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ฉบับล่าสุดเดือนตุลาคม ระบุว่า เศรษฐกิจในภูมิภาคนี้สามารถรองรับแรงกระแทกได้ดี และยังคงเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก คิดเป็นสัดส่วนราว 2 ใน 3 แม้จะเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1.วิกฤตพลังงานที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง 2.การเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ 3.การจัดระเบียบใหม่ทางการค้า (trade reconfiguration) แต่ผลกระทบจากความท้าทายของแต่ละประเทศในภูมิภาคไม่เท่ากัน ขณะเดียวกัน ความสามารถในการรับมือของแต่ละประเทศก็มีข้อจำกัดแตกต่างกัน
ในแง่วิกฤตพลังงาน เขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่พยายามผลกระทบด้วยการระบายน้ำมันสำรองจากคลังยุทธศาสตร์ การกระจายแหล่งพลังงานให้หลากหลาย และการทดแทนด้วยพลังงานทางเลือกอื่น ๆ ควบคู่ไปกับมาตรการสนับสนุนต่าง ๆ ขณะที่เขตเศรษฐกิจรายได้น้อย รวมถึงเขตเศรษฐกิจที่เน้นภาคการเกษตร และประเทศหมู่เกาะในแปซิฟิกจำนวนมากต่างได้รับผลกระทบที่หนักกว่าจากต้นทุนเชื้อเพลิง การขนส่ง ค่าไฟฟ้า และราคาปุ๋ยที่สูงขึ้น แม้จะใช้นโยบายสนับสนุนแล้วก็ตาม ซึ่งส่งผลให้ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นและกระทบต่อการคลังของประเทศ
ขณะที่การเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI อาจช่วยชดเชยผลกระทบทางเศรษฐกิจ เนื่องจากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ โครงสร้างพื้นฐาน AI และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง มีส่วนกระตุ้นการส่งออกและการลงทุนอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศที่บูรณาการเข้ากับห่วงโซ่อุปทาน AI ในเอเชียตะวันออกและอาเซียน อย่างไรก็ตาม ผลจาก AI ที่มีต่อเศรษฐกิจในระยะยาวยังไม่แน่นอน ท่ามกลางความเปราะบางจากการประเมินมูลค่าเทคโนโลยีที่สูง การกู้ยืมเพื่อลงทุน การกระจุกตัวของตลาด และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก นอกจากนี้ เอเชียยังได้แรงหนุนจากการค้าระหว่างกันที่แข็งแกร่ง โดยมีข้อตกลงการค้าและการส่งออกภาคบริการเพิ่มขึ้น แม้จะเผชิญกับมาตรการกำแพงภาษีและข้อจำกัดด้านการส่งออกมากขึ้นก็ตาม
ความสามารถในการรองรับแรงกระแทกดังกล่าวทำให้ IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตโดยรวมของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกในปี 2026 จากเมื่อเดือนเมษายน โดยคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 4.8 เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดไว้ที่ร้อยละ 4.4 แม้จะชะลอตัวลงจากปี 2025 ที่ขยายตัวในอัตราร้อยละ 5.0 การขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในประเทศที่ได้ประโยชน์จากกระแสบูม AI อย่างต่อเนื่อง ทั้งเกาหลีใต้และบางประเทศในอาเซียน แต่หลายประเทศก็ถูกปรับลดประมาณการ GDP ลง เนื่องจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และไม่ได้รับประโยชน์จากความเฟื่องฟูของ AI โดยเฉพาะประเทศที่มีรายได้น้อยและประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก
ในโซนเอเชีย “อินเดีย” มีแนวโน้ม GDP โตแข็งแกร่งสุดที่ร้อยละ 7 ในปีนี้ ส่วน “เกาหลีใต้” น่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 3.3 ในปีนี้ สูงขึ้นจากที่คาดไว้เมื่อ 6 เดือนก่อนถึงร้อยละ 1.4 อานิสงส์จากการส่งออกสินค้าเกี่ยวกับ AI ด้าน “จีน” น่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 4.5 และ “ญี่ปุ่น” โตแผ่วที่ร้อยละ 0.7
เมื่อแยกย่อยในส่วนอาเซียน พบว่า GDP ในปีนี้น่าจะขยายตัวร้อยละ 4.9 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 จากที่คาดไว้เมื่อเดือนเมษายน โดย “เวียดนาม” เติบโตร้อนแรงสุดที่ร้อยละ 8.4 ปรับเพิ่มคาดการณ์ขึ้นถึงร้อยละ 1.3 จากเดิม นอกจากนี้ ยังมีประเทศที่ได้รับการปรับเพิ่มคาดการณ์ ประกอบด้วย “มาเลเซีย” มีแนวโน้มโตร้อยละ 5.2 ขยับขึ้นร้อยละ 0.5 ตามด้วย “อินโดนีเซีย” โตร้อยละ 5.1 ขยับขึ้นร้อยละ 0.2 สำหรับ “สิงคโปร์” มีแนวโน้มโตที่ร้อยละ 5.0 ปรับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 1.5 ส่วน “สปป.ลาว” โตที่ร้อยละ 4.5 ขยับขึ้นร้อยละ 0.5 และ “ไทย” น่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 2.1 ขยับขึ้นร้อยละ 0.6 ขณะที่ประเทศในกลุ่มที่ถูกปรับลดคาดการณ์ ได้แก่ “ฟิลิปปินส์” ที่มีแนวโน้มโตร้อยละ 3.4 ขยับลดลงร้อยละ 0.7 จากที่คาดไว้เดิม รวมถึง “กัมพูชา” ที่น่าจะโตร้อยละ 3.0 ถูกหั่นลงร้อยละ 1.0 จากเดิม ส่วน “เมียนมา” มีแนวโน้มโตร้อยละ 2.0 ขยับลดลงร้อยละ 0.9 และ “บรูไน” ที่คาดจะโตร้อยละ 1.9 ปรับลดลงร้อยละ 0.7 จากเมื่อเดือนเมษายน
มีอีกประเด็นที่น่าสนใจจากประมาณการล่าสุดของ IMF เพราะการที่ “อินเดีย” GDP เติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ร้อยละ 7 จะทำให้ขยับอันดับขึ้นมาเป็นเขตเศรษฐกิจรายใหญ่เบอร์ 4 ของโลก ในปี 2027 เมื่อวัดจากมูลค่า GDP ซึ่งอยู่ที่ 4.52 ล้านล้านดอลลาร์ แซงหน้า “ญี่ปุ่น” ที่ครองตำแหน่งอยู่ในขณะนี้ โดยมูลค่า GDP ของญี่ปุ่นในปี 2027 จะอยู่ที่ 4.47 ล้านล้านดอลลาร์ จากการเติบโตของ GDP ในอัตราร้อยละ 0.7 หล่นไปอยู่อันดับ 6 ต่ำกว่า “อังกฤษ” ที่เบียดชิงอันดับ 5 ไปด้วยมูลค่า GDP 4.49 ล้านล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อินเดียมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แม้จะเผชิญกับความท้าทายของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับปัญหาประชากรสูงวัยและปัญหาเชิงโครงสร้างอื่น ๆ ซึ่งส่งผลให้การเติบโตออกอาการแผ่ว
สำหรับเขตเศรษฐกิจรายใหญ่สุดของโลกอันดับ 1-3 ได้แก่ “สหรัฐฯ” มีมูลค่า GDP อยู่ที่ 34.44 ล้านล้านดอลลาร์ ตามด้วย “จีน” ในอันดับ 2 มีมูลค่า GDP ราว 22.94 ล้านล้านดอลลาร์ และ “เยอรมนี” ในอันดับ 3 มีมูลค่า GDP อยู่ที่ราว 5.66 ล้านล้านดอลลาร์
รายงานชี้ว่า ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกมีการใช้พลังงานในสัดส่วนที่สูงและต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง แม้ราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดในเดือนเมษายน แต่ก็ยังทรงตัวในระดับสูงและมีความผันผวน ทั้งนี้ ราคาน้ำมันสำเร็จรูป โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลและน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน รวมถึงน้ำมันเบนซิน ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันดิบ โดยส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปเทียบกับน้ำมันดิบ (crack spread) พุ่งสูงขึ้นทำสถิติหลังสงครามปะทุ ส่งผลให้เขตเศรษฐกิจบางแห่งมีความเปราะบางมากเป็นพิเศษ เพราะไม่ได้พึ่งพาแค่แหล่งพลังงานและเชื้อเพลิงเท่านั้น แต่ยังพึ่งพาปัจจัยการผลิตทางอุตสาหกรรม อาทิ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและสารเคมี
ขณะที่ความเสี่ยงยังคงมีแนวโน้มในเชิงลบ เนื่องความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลางอาจทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงต่อไปและมีความผันผวนมากขึ้น ซึ่งจะกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ พร้อมกับปลุกเงินเฟ้อและปัญหาค่าครองชีพ นอกจากนี้ การลดลงของปริมาณน้ำมันสำรองที่ระบายออกมาพยุงราคาก็อาจทำให้ระดับสต็อกน้ำมันทั่วโลกเผชิญภาวะตึงตัว ซึ่งอาจนำไปสู่การพุ่งขึ้นของราคา และอาจส่งผลให้ฐานะทางการคลังของแต่ละประเทศแย่ลง ภูมิภาคนี้ยังมีความเปราะบางต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ ในอนาคต ความเสี่ยงจะสูงขึ้นจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงขึ้น กระทบต่อภาคเกษตรกรรม การประมง และการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ
ความเสี่ยงสำคัญอีกเรื่องมาจากภาคเทคโนโลยี ซึ่งอาจส่งผลกระทบได้ทั้งเชิงบวกหรือเชิงลบแบบเหนือความคาดหมาย เนื่องจากความไม่แน่นอนของผลิตภาพในระยะยาว การประเมินผลกำไรของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI อาจทำให้เกิดการปรับฐานอย่างรุนแรงในตลาดการเงินและการลงทุน รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกผ่านการลงทุนภาคธุรกิจและการบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะเอเชียที่น่าจะเผชิญแรงกระแทกหนักสุด เพราะมีความเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่การผลิต AI ขณะเดียวกัน การขยายโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ทำให้เกิดความกังวลด้านทรัพยากรต่าง ๆ ในทางกลับกัน การเติบโตอาจแข็งแกร่งขึ้นหากวงจรเทคโนโลยียังคงมีแรงเหวี่ยงจากการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI และการบริโภคภาคเอกชน แต่ก็มีความเสี่ยงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก อาจกระทบต่อตลาดพันธบัตรเอเชีย ผลักอัตราผลตอบแทนให้สูงขึ้นและทำให้ความเปราะบางทางการคลังยิ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมที่สูงอยู่แล้ว
รายงานฉบับนี้ยังระบุถึงความท้าทายและโอกาสของตลาดงานในยุค AI โดยที่ผ่านมา ภูมิภาคนี้มีรูปแบบการพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกและภาคการผลิต ทำให้อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำ แต่แนวทางการสร้างงานแบบนี้ทำได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากภาคการผลิตหันไปเน้นเครื่องจักรมากกว่าแรงงาน (capital-intensive) และการแบ่งขั้วด้านภูมิเศรษฐศาสตร์ (geoeconomic fragmentation) ขณะที่สถานการณ์ด้านประชากรในแต่ละประเทศก็แตกต่างกัน กรณีประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ของเอเชียกำลังเผชิญปัญหาว่างงานสูงในกลุ่มคนรุ่นใหม่ จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างงานจำนวนมากรองรับแรงงานรุ่นใหม่ โดยต้องมีทักษะด้าน AI ด้วย ขณะที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วกำลังเผชิญปัญหาแรงงานหดตัวท่ามกลางสังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ซึ่ง AI ช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนแรงงานได้ สะท้อนว่า AI ได้เข้ามามีบทบาทและเริ่มส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานแล้ว
เมื่อวิเคราะห์จากประกาศรับสมัครงานออนไลน์กว่า 40 ล้านรายการ ใน 19 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก พบว่า นายจ้างมีความต้องการแรงงานในสายงานที่มีความเสี่ยงจาก AI สูง ลดลงเกือบร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับสายงานที่เสี่ยงจาก AI น้อยกว่า แต่ผลกระทบค่อนข้างคงที่แม้ว่าความสามารถของ AI จะพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งสะท้อนว่า AI กำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานไปจากเดิม มากกว่าที่จะเข้ามาแทนที่แรงงานทั้งหมด
ปัจจุบัน ตลาดงานเผชิญปัญหาสำคัญจากการที่คนรุ่นใหม่ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษากลับไม่ได้มีทักษะตรงกับความต้องการของนายจ้าง สะท้อนผ่านอัตราการว่างงานของคนรุ่นใหม่ในตลาดเกิดใหม่ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทุกกลุ่มอายุ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาสูง ซึ่งในบางประเทศอัตราว่างงานของผู้ที่จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยสูงเกือบร้อยละ 30 และบัณฑิตจบใหม่จำนวนมากต้องรอเป็นเวลานานกว่าจะได้งานที่เหมาะสม และหลายคนต้องยอมทำงานต่ำกว่าวุฒิ อย่างในฟิลิปปินส์ ผู้ที่จบมหาวิทยาลัยเกือบร้อยละ 70 ทำงานต่ำกว่าวุฒิ นับเป็นโจทย์ที่ภาครัฐต้องสร้างงานให้ตอบโจทย์ยุค AI
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
