ผวาเงินเฟ้อพุ่งประชาชนเตรียมรับแรงกระแทก

สถานการณ์เงินเฟ้อของไทยกำลังไต่ระดับสูงขึ้นจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบและปิโตรเคมีอยู่ระดับสูงต่อเนื่อง ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปเพราะก่อนหน้านี้เงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำติดลบมานาน 13 เดือนและต่ำกว่าประเทศอื่นๆในอาเซียน
จากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ที่รายงานดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย (เงินเฟ้อ) เดือน เม.ย. 2569 เท่ากับ 103.03 เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปี 2568 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น 2.89% เป็นการสูงขึ้นมากสุดรอบ 38 เดือน นับจากเดือน ก.พ.2566 ที่สูงขึ้น 3.79%
ตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างมากเป็นผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเพราะผลความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยังยืดเยื้อส่งผลกระทบค่าโดยสารสาธารณะสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยหากพิจารณาในรายะเอียดจะเห็นว่าสินค้าหมวดอื่นที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 4.14% จากสินค้ากลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าโดยสารสาธารณะ ค่าเช่าบ้าน และสิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด
ส่วนสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 0.98 % จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ทั้งอาหารสำเร็จรูป ผักสด ไข่ไก่ ข้าวสารเจ้า ไก่สด เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ปลาและสัตว์น้ำ
สิ่งที่น่ากังวลคือตัวเลขเงินเฟ้อในระยะถัดไป โดยสนค.ประเมินแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือน พ.ค.จะขยับไปอยู่ที่ 3.06% แน่นอนว่าเป็นผลมาจาก 2 ส่วนหลัก คือ ค่าพลังงานและต้นทุนการส่งผ่านที่ผู้ประกอบการเริ่มอั้นไม่ไหวทั้งค่าขนส่งและต้นทุนวัตถุดิบและส่งผ่านมายังปลายทางคือผู้บริโภค เนื่องจากปัจจุบันราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศยังทรงตัวระดับสูงจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงยืดเยื้อ และจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทรงตัวสูงต่อเนื่องสร้างแรงกดดันด้านต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยผู้ประกอบการรายใหญ่เริ่มส่งสัญญาณปรับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นขณะที่ราคาอาหารสำเร็จรูปสูงขึ้นจากการที่ผู้ประกอบการส่งผ่านต้นทุนไปราคาจำหน่าย หลังจากรับแรงกดดันต้นทุนสูงขึ้นหลายด้าน รวมทั้งราคาเนื้อสัตว์สูงขึ้นทั้งเนื้อสุกรและเนื้อไก่ จากต้นทุนอาหารสัตว์และต้นทุนการขนส่งสูงขึ้น
สำหรับภาพไตรมาสที่ 1 อัตราเงินเฟ้อยังติดลบ 0.54% เนื่องจากผลกระทบจากราคาน้ำมันยังไม่ส่งผ่านเต็มที่ ขณะที่ไตรมาส 2 อยู่ที่ 3.67% เริ่มเห็นสัญญาณสูงขึ้น และไตรมาส 3 สถานการณ์จะทรงตัว หากไม่มีปัจจัยความขัดแย้งเพิ่ม โดยอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มอยู่ที่ 2.24% และไตรมาส 4 อยู่ที่ 2.48% ก่อนหน้านี้กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 ไว้ที่ 1.5-2.5% ค่ากลาง 2.0%
อย่างไรก็ตาม สนค.ได้ประเมินอัตราเงินเฟ้อไว้ 2 กรณี อย่างกรณีแรกยังที่มองแง่ดีเงินเฟ้อทั้งปี 2569 อยู่ที่ 1.5-2.5% บนสมมติฐาน ที่จีดีพีปีนี้ขยายตัว 1.5-2.5% และราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นนาน 2 เดือน โดยราคาดีเซลเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 33.90 บาท ค่าไฟเฉลี่ยทั้งปี 3.90 บาทต่อหน่วย ซึ่งเงินฟ้อปีนี้ก็ยังอยู่ในกรอบที่คาดการณ์ไว้
ส่วนอีกกรณีหากสถานการณ์เลวร้ายลงสนค.ประเมินเงินเฟ้อไว้ที่ 2.5-3.5% ภายใต้ราคาน้ำมันตลาดโลกทรงตัวในระดับสูงนาน 3 เดือน โดยราคาดีเซลเฉลี่ยทั้งปีที่ 35.78 บาทต่อลิตรและ ค่าไฟอยู่ที่3.93 บาทต่อหน่วย ซึ่งหากดูตัวเลขและปัจจัยต่างๆแล้วความเป็นไปได้น่าจะเป็นกรณีหลังมากกว่า
นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญที่มีส่วนผลักดันเงินเฟ้อทั้ง 2 กรณี คือ ราคาอาหารโดยเฉพาะ “อาหารจานเดียว” มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามต้นทุนพลังงาน และหากทรงตัวระดับสูงจะทำให้ราคาขึ้นเฉลี่ย 3% ในกรณีแรก และอาจสูงถึง 6% ในกรณีที่ 2 ซึ่งจะสผลกระทบในวงกว้างทั่วประเทศ
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ปรับลดจีดีพีปี 69 เหลือ 1.5%จากผลของสงครามและประเมินว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเดือนเม.ย. จะเป็นจุดเริ่มต้นเงินเฟ้อสูง ซึ่งอาจไปถึง 4-5% ในปีนี้ แต่เชื่อว่าเงินเฟ้อเป็นสิ่งชั่วคราว ขึ้นอยู่กับสงครามจะยุติเมื่อไร
จากตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยอมรับว่าการที่ไทยพึ่งพาพลังงานสูงส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น โดยเงินเฟ้อในเดือนล่าสุดอยู่ที่เกือบ 2.9 และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอาจขยับไปสูงสุดถึง 4-5% เนื่องจากเงินเฟ้อเกิดจากต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อค่าครองชีพและราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 10% แล้วในขณะนี้ ซึ่งรัฐบาลต้องเตรียมการรับวิกฤตที่จะมาเป็นระลอกๆในขณะนี้
อย่างไรก็ตามตัวเลขคาดการณ์ที่ 4-5% ถือว่าสูงกว่ากรอบเป้าหมายนโยบายการเงินทั้งปีที่ตั้งไว้ในระดับ 1-3% โดยเป็นกรอบเป้าหมายแบบยืดหยุ่นที่ได้รับความเห็นชอบร่วมกันระหว่างคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และกระทรวงการคลัง เพื่อดูแลเสถียรภาพราคาควบคู่ไปกับการเติบโตของเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
ทำให้การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาทมีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตที่อาจลุกลาม โดยวิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากปี 2540 ที่เป็นวิกฤตสถาบันการเงิน หรือช่วงแผนไทยเข้มแข็งที่เป็นวิกฤตจากภายนอก แต่ครั้งนี้คือวิกฤตปากท้องและค่าครองชีพของประชาชนอย่างแท้จริงซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนในวงกว้าง
สำหรับการใช้จ่ายเงินกู้นั้น รัฐบาลได้วางกรอบการทำงานภายใต้ ยุทธศาสตร์ "5T" เพื่อคัดกรองโครงการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ประกอบด้วย Targeted มุ่งเป้า เยียวยากลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง Transition การเปลี่ยนผ่าน ลดภาระประชาชนควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพานำเข้าในระยะยาวTransform การปฏิรูป ปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจให้ประชาชนกลับมาเข้มแข็งกว่าเดิมหลังจบวิกฤต Transparency ความโปร่งใส เน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยจะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเปิดเผยเกณฑ์การคัดกรองและรายละเอียดทุกโครงการต่อสาธารณะ
นอกจานั้นยังมีเรื่อง Together การมีส่วนร่วม โดยดึงภาคเอกชนเข้าร่วม โดยเชิญประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมเป็นคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการด้วย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
