รีเซต

แผนที่หนี้เปิดเทอม 2569 พ่อแม่ไทยหาเงินจากไหนส่งลูกเรียน

แผนที่หนี้เปิดเทอม 2569 พ่อแม่ไทยหาเงินจากไหนส่งลูกเรียน
TNN ช่อง16
8 พฤษภาคม 2569 ( 10:51 )
15

ทุกครั้งที่เปิดภาคเรียน ภาพที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายพื้นที่ของไทย คือ ร้านขายชุดนักเรียนที่แน่นขนัด ผู้ปกครองต่อคิวซื้ออุปกรณ์การเรียน ไปจนถึงโรงรับจำนำที่มีประชาชนนำทรัพย์สินมาหมุนเงินชั่วคราวเพื่อจ่ายค่าเทอม

ข้อมูลจากหลายหน่วยงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เริ่มทำให้เห็น “แผนที่หนี้เปิดเทอม” ของครัวเรือนไทยชัดขึ้น ว่าเส้นทางการหาเงินส่งลูกเรียนกำลังเปลี่ยนจาก “เงินออม” ไปสู่ “หนี้” มากขึ้นทุกปี

เปิดเทอม 2569 เงินสะพัดสูงสุดรอบ 13 ปี

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า ช่วงเปิดเทอมปี 2569 จะมีเงินสะพัดประมาณ 66,372.5 ล้านบาท สูงที่สุดในรอบ 13 ปี

ค่าใช้จ่ายหลักยังคงกระจุกตัวอยู่ที่

  • ค่าเทอม
  • ชุดนักเรียน
  • หนังสือและอุปกรณ์การเรียน
  • ค่าเดินทาง
  • ค่าอุปกรณ์ดิจิทัลและอินเทอร์เน็ต

ก่อนหน้านี้ในปี 2566 ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ผู้ปกครองมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเกือบ 20,000 บาทต่อคนต่อภาคเรียน โดยเฉพาะครอบครัวที่มีลูกหลายคน ภาระดังกล่าวอาจกินสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับรายได้ประจำของครัวเรือน

ขณะที่ข้อมูลด้านการเงินส่วนบุคคลหลายแห่งประเมินว่า ครอบครัวที่ไม่มีเงินสำรองอย่างน้อย 5,000–20,000 บาท ก่อนเปิดเทอม มักต้องหันไปใช้สินเชื่อหรือแหล่งเงินนอกระบบเพื่อประคองค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา

เงินออมยังเป็นฐานหลัก แต่เริ่มไม่พอ

ผลสำรวจปี 2566 พบว่า แหล่งเงินหลักของผู้ปกครองไทยในการรับมือค่าใช้จ่ายเปิดเทอม ยังมาจาก “เงินในครัวเรือน” เป็นหลัก ได้แก่

  • เงินออม 50.3%
  • เงินเดือนหรือรายได้ประจำ 46.8%
  • โบนัสและรายได้พิเศษ เป็นสัดส่วนรองลงมา

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ครอบครัวไทยส่วนใหญ่ยังพยายามใช้ “เงินของตัวเอง” ก่อนเป็นอันดับแรก

แต่เมื่อค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง เงินออมจำนวนมากเริ่มไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายการศึกษาที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

เมื่อเงินไม่พอ “แผนที่หนี้” จึงเริ่มขยายตัว

ผลสำรวจปี 2569 ชี้ว่า ผู้ปกครอง 27.1% มีเงินไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายเปิดเทอม และต้องหาแหล่งเงินเพิ่มเติม

รูปแบบการหาเงินที่พบมาก ได้แก่

  • ผ่อนชำระหรือใช้บัตรกดเงินสด 27.8%
  • กู้เงินในระบบ 26.0%
  • จำนำทรัพย์สิน 21.7%
  • ยืมญาติพี่น้อง 15.7%
  • กู้นอกระบบ 3.6%

อีกชุดข้อมูลในปี 2568 ยังยืนยันแนวโน้มเดียวกันว่า สัดส่วนผู้ปกครองที่ต้องพึ่งการจำนำ กู้เงิน หรือหยิบยืมญาติเพื่อส่งลูกเรียน “เพิ่มขึ้น” จากปีก่อนหน้า

ทำให้ “แผนที่แหล่งเงินเปิดเทอม” ของครัวเรือนไทย เริ่มแบ่งออกเป็น 3 ชั้นชัดเจน

ชั้นแรก เงินในบ้าน

  • เงินออม
  • เงินเดือน
  • รายได้เสริม

ชั้นที่สอง หนี้ในระบบ

  • สินเชื่อส่วนบุคคล
  • บัตรกดเงินสด
  • ผ่อนชำระ
  • โรงรับจำนำของรัฐและเอกชน

ชั้นที่สาม แหล่งเงินไม่เป็นทางการ

  • ยืมญาติพี่น้อง
  • กู้นอกระบบ

โรงรับจำนำ กลายเป็น “จุดพักเงิน” ช่วงเปิดเทอม

หนึ่งในภาพที่เกิดขึ้นแทบทุกปี คือ การที่ผู้ปกครองนำทอง เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือทรัพย์สินส่วนตัวไปจำนำเพื่อนำเงินสดมาใช้จ่ายด้านการศึกษา

ข้อมูลปี 2569 ระบุว่า มีผู้ปกครองถึง 21.7% ใช้วิธี “จำนำทรัพย์สิน” เพื่อรับมือค่าใช้จ่ายเปิดภาคเรียน

ภาครัฐเองยอมรับบทบาทดังกล่าว และมีมาตรการช่วยเหลือผ่านสถานธนานุเคราะห์ หรือโรงรับจำนำของรัฐ เช่น

  • ดอกเบี้ยต่ำ
  • ฟรีดอกเบี้ย 5 เดือน
  • วงเงินจำนำไม่เกิน 1,000 บาทในช่วงเปิดเทอม

มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายระยะสั้น และลดความเสี่ยงที่ประชาชนจะหันไปพึ่งเงินกู้นอกระบบ

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านเศรษฐกิจครัวเรือนจำนวนหนึ่งมองว่า โรงรับจำนำกำลังทำหน้าที่เป็น “ตาข่ายรองรับ” ของครอบครัวรายได้น้อย ที่ต้องหมุนทรัพย์สินเดิมซ้ำในทุกปีการศึกษา

ค่าเรียนกำลังเชื่อมกับปัญหาหนี้ครัวเรือน

ข้อมูลทั้งหมดเริ่มชี้ให้เห็นว่า ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาไม่ได้เป็นเพียงภาระระยะสั้น แต่กำลังเชื่อมโยงกับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนไทยมากขึ้น

เมื่อเงินออมลดลง ขณะที่รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ ครัวเรือนจำนวนหนึ่งจึงต้องใช้ “หนี้ระยะสั้น” เพื่อรักษาโอกาสทางการศึกษาของลูก

ในอีกด้านหนึ่ง การที่ภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือผ่านโรงรับจำนำ ดอกเบี้ยต่ำ หรือโครงการบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ก็สะท้อนว่าปัญหานี้กำลังกลายเป็นประเด็นทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลต่อครัวเรือนวงกว้าง


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง