สแกมเมอร์ไทย 2569 4 เดือนแรกทะลุ 1.2 แสนคดี ความเสียหายยังสูง 7,480 ล้านบาท

สแกมเมอร์หายจากหน้าข่าว แต่ตัวเลขยังไม่หายไป
แม้ประเด็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์จะได้รับความสนใจจากสังคมน้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงปี 2567-2568 แต่ข้อมูลล่าสุดจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) พบว่าในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2569 ประเทศไทยยังมีคดีอาชญากรรมออนไลน์เกิดขึ้นถึง 121,921 คดี คิดเป็นเฉลี่ยกว่า 1,000 คดีต่อวัน
ความเสียหายรวมอยู่ที่ 7,480 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 62 ล้านบาทต่อวัน หากคำนวณตามจำนวนวันในช่วง 4 เดือนแรกของปี เท่ากับว่ามีผู้เสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์เกิดขึ้นเฉลี่ยทุก ๆ 1-2 นาที
ตัวเลขดังกล่าวทำให้เห็นว่า แม้มาตรการปราบปรามของภาครัฐจะเริ่มส่งผลต่อการลดความเสียหาย แต่ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ยังคงอยู่ในระดับสูง
หลอกซื้อขายสินค้า ครองสัดส่วนเกือบ 70% ของคดีทั้งหมด
ข้อมูลของ ACSC ระบุว่า การหลอกลวงซื้อขายสินค้าและบริการยังเป็นรูปแบบอาชญากรรมออนไลน์ที่พบมากที่สุดในประเทศไทย
ตลอด 4 เดือนแรกของปี 2569 มีคดีประเภทนี้ 85,215 คดี คิดเป็น 69.9% ของคดีทั้งหมด ความเสียหายรวมกว่า 1,300 ล้านบาท โดยมูลค่าความเสียหายเฉลี่ยต่อคดีอยู่ที่ประมาณ 15,700 บาท
เดือนมีนาคมเป็นช่วงที่พบคดีสูงสุดกว่า 22,900 คดี ก่อนลดลงเล็กน้อยในเดือนเมษายน เหลือประมาณ 20,800 คดี
หลอกลงทุนยังเป็นตัวการหลักของความเสียหาย
แม้จำนวนคดีจะน้อยกว่าการหลอกซื้อขายสินค้า แต่คดีหลอกลงทุนยังสร้างผลกระทบทางการเงินมากที่สุด
ช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2569 ความเสียหายจากการหลอกลงทุนและหลอกผลตอบแทนสูงถึง 5,997.7 ล้านบาท หรือคิดเป็นกว่า 80% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด
ค่าเสียหายเฉลี่ยต่อคดีอยู่ที่ประมาณ 166,000 บาท สูงกว่าคดีซื้อขายสินค้าเกือบ 10 เท่า
อย่างไรก็ตาม จำนวนคดีกลุ่มนี้มีแนวโน้มลดลง จาก 10,146 คดีในเดือนมกราคม เหลือ 6,642 คดีในเดือนเมษายน หรือลดลงประมาณ 34.5% ภายในเวลา 4 เดือน
คดีไม่มาก แต่เสียหายหนัก คือกลุ่ม Phishing และ Hacking
อาชญากรรมทางไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีทางเทคนิค เช่น Phishing, Hacking และ Ransomware มีจำนวนเพียง 673 คดี หรือประมาณ 0.55% ของคดีทั้งหมด
แม้จะมีจำนวนไม่มาก แต่สร้างความเสียหายเฉลี่ยสูงถึงกว่า 211,000 บาทต่อคดี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเมื่อเทียบกับอาชญากรรมออนไลน์ประเภทอื่น
ในเดือนมีนาคม 2569 เพียงเดือนเดียว พบคดีลักษณะดังกล่าว 385 คดี และสร้างความเสียหายกว่า 87 ล้านบาท
เมื่อเทียบย้อนหลัง ตัวเลขลดลงจากจุดสูงสุด
หากย้อนดูข้อมูลในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จะพบว่ามูลค่าความเสียหายเฉลี่ยต่อวันเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 ประเทศไทยมีความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์เฉลี่ยสูงถึงประมาณ 117 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในช่วงที่มีการระบาดหนักของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ
ต่อมาในเดือนธันวาคม 2567 ความเสียหายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 71 ล้านบาทต่อวัน ก่อนลดลงเหลือประมาณ 58 ล้านบาทต่อวันในเดือนธันวาคม 2568
ส่วนช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 62 ล้านบาทต่อวัน
อีกชุดข้อมูลหนึ่งจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ในช่วงเดือนตุลาคม 2567 ถึงกุมภาพันธ์ 2568 ประเทศไทยมีความเสียหายรวม 14,683 ล้านบาท แต่ในช่วงเวลาเดียวกันของปีถัดมา ความเสียหายลดลงเหลือ 11,348 ล้านบาท หรือลดลง 3,335 ล้านบาท
ผลของมาตรการรัฐเริ่มเห็นในเชิงตัวเลข
หลังรัฐบาลดำเนินมาตรการ "3 ตัด" ได้แก่ ตัดไฟฟ้า ตัดอินเทอร์เน็ต และตัดเส้นทางการเงินในพื้นที่ชายแดน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 กระทรวงดีอีรายงานว่า
- จำนวนคดีออนไลน์ลดลงประมาณ 20%
- คดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ลดลง 67%
- คดีหลอกให้ติดตั้งโปรแกรมดูดเงินลดลง 88.64%
ความเสียหายช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ลดลงประมาณ 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นอกจากนี้ ภายหลังการบังคับใช้ พ.ร.ก.ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) ในเดือนเมษายน 2568 ภาครัฐสามารถยับยั้งความเสียหายได้กว่า 5,895 ล้านบาทภายในเวลา 3 เดือน ปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมายรวมกว่า 33,000 URL และระงับบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดเกือบ 182,000 บัญชี
ขณะที่ยอดสะสมบัญชีม้าที่ถูกระงับทั่วประเทศทะลุ 1.18 ล้านบัญชีแล้ว
สัญญาณใหม่ที่น่าจับตา คือ AI ถูกใช้เป็นเครื่องมือหลอกลวง
อีกด้านหนึ่ง ตำรวจและหน่วยงานด้านความมั่นคงไซเบอร์เริ่มพบการใช้เทคโนโลยี AI ในการก่ออาชญากรรมมากขึ้น
กรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดเผยเมื่อปลายปี 2568 พบว่า กลุ่มมิจฉาชีพใช้เทคโนโลยี Deepfake สร้างภาพเคลื่อนไหวจากใบหน้าของเหยื่อ เพื่อนำไปหลอกระบบยืนยันตัวตนของสถาบันการเงิน
วิธีการดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายเสี่ยงถูกนำชื่อไปเปิดบัญชีม้าโดยไม่รู้ตัว และอาจถูกตรวจสอบทางกฎหมายในภายหลัง
ไทยยังเผชิญปริมาณการหลอกลวงสูงในภูมิภาค
รายงาน Whoscall ประจำปี 2568 ระบุว่า ประเทศไทยได้รับสายโทรศัพท์และข้อความหลอกลวงรวมกว่า 173 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 3.16% จากปีก่อน
ประกอบด้วยสายโทรศัพท์มิจฉาชีพประมาณ 39 ล้านครั้ง และ SMS หลอกลวงกว่า 134 ล้านข้อความ
ขณะที่รายงาน State of Scams in Thailand 2025 ของ Global Anti-Scam Alliance (GASA) พบว่า คนไทย 72% เคยถูกมิจฉาชีพติดต่อ และ 60% เคยตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
ข้อมูลจาก ACSC กระทรวงดีอี และหน่วยงานด้านความมั่นคงไซเบอร์ ชี้ว่ามาตรการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เริ่มส่งผลในเชิงตัวเลข โดยความเสียหายเฉลี่ยต่อวันลดลงจากระดับประมาณ 117 ล้านบาทในปี 2567 เหลือราว 58-62 ล้านบาทต่อวันในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ประเทศไทยยังมีคดีออนไลน์มากถึง 121,921 คดี และสูญเสียเงินรวม 7,480 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าปัญหาสแกมเมอร์ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะการหลอกซื้อขายสินค้า การหลอกลงทุน และการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อพัฒนารูปแบบการหลอกลวงให้ซับซ้อนมากขึ้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
