ทำไมเด็กมหาวิทยาลัยถึงตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลฯ เมื่อ “อนาคต” ถูกใช้เป็นกับดัก

จากภาพจำว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์มักมุ่งเป้าไปที่ผู้สูงอายุหรือคนที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี แต่ในช่วงที่ผ่านมา นักเรียนและนักศึกษากลับเป็นอีกกลุ่มที่มิจฉาชีพให้ความสนใจ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ทำไมถึงหลงเชื่อ?”
แต่คือ “ทำไมคนวัยมหาวิทยาลัยจึงสามารถถูกควบคุมจนยอมถอนเงิน โอนเงิน ออกจากบ้าน หรือทำตามคำสั่งของคนที่ไม่เคยรู้จักได้?”
เมื่อดูจากคดีที่เกิดขึ้นจริง จะพบว่ามิจฉาชีพไม่ได้อาศัยเพียงการหลอกเรื่องเงิน แต่ใช้เทคนิคทางจิตวิทยาอย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่สร้างความกลัว อ้างอำนาจรัฐ ตัดการติดต่อกับครอบครัว ไปจนถึงทำให้เหยื่อเชื่อว่า หากไม่ทำตามคำสั่ง อนาคตของตัวเองอาจพังลง
เปิด 3 คดีนักศึกษา ถูกหลอกคนละกลลวง สูญเงินตั้งแต่หลักแสนถึงหลักล้าน
เมื่อดูจากคดีที่เกิดขึ้น จะเห็นว่ามิจฉาชีพไม่ได้ใช้กลลวงแบบเดียวกันกับนักศึกษา แต่ปรับวิธีหลอกให้เข้ากับสถานการณ์และสิ่งที่เหยื่อให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเรื่อง การเรียน การศึกษาต่อ และอนาคต โดยภายในเดือนกันยายน 2569 มีคดีเกิดขึ้นถึง 3 ครั้ง จากการเปิดเผยของ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์
เคสที่ 1 นักศึกษาหญิงวัย 19 ปี สูญเงินกว่า 1.2 ล้านบาท ผู้เสียหายหญิงอายุ 19 ปี ถูกหลอกให้โอนเงินหลายครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 1.2 ล้านบาท คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า การหลอกลวงสามารถดำเนินต่อเนื่องหลายครั้ง จนยอดความเสียหายสะสมเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยเหยื่อไม่ได้เสียเงินเพียงครั้งเดียว แต่ถูกหลอกให้โอนเงินซ้ำ ๆ จนรวมมูลค่ากว่า 1.2 ล้านบาท
เคสที่ 2 นักศึกษาชายวัย 22 ปี ถูกหลอกด้วย “ทุนการศึกษาไปเรียนต่อต่างประเทศ”
ผู้เสียหายชายอายุ 22 ปี ถูกหลอกซ้ำด้วยกลลวงเรื่อง “ทุนการศึกษาไปเรียนต่อต่างประเทศ” โดยมิจฉาชีพใช้เรื่องทุนการศึกษาเป็นเครื่องมือ ก่อนหลอกให้ผู้เสียหาย ขอเงินจากผู้ปกครอง แล้วโอนเงินต่อไปยัง บัญชีม้า ส่งผลให้สูญเงินเกือบ 1 ล้านบาท
จากกรณนี้ มิจฉาชีพไม่ได้มุ่งเป้าเพียงเงินของนักศึกษา แต่สามารถนำเรื่อง โอกาสทางการศึกษาและการเรียนต่อต่างประเทศ มาใช้เป็นเครื่องมือสร้างความน่าเชื่อถือ และทำให้เหยื่อยอมขอเงินจากครอบครัวเพื่อนำไปโอนต่อ
สุดท้าย เคสที่ 3 นักศึกษาชายวัย 19 ปี ถูกตำรวจปลอมควบคุมผ่านวิดีโอคอล ผู้เสียหายเป็นนักศึกษาชายอายุ 19 ปี ถูก ตำรวจปลอม หลอกและบังคับให้ตัดขาดการติดต่อกับคนรอบข้าง
มิจฉาชีพควบคุมผู้เสียหายผ่าน วิดีโอคอล พร้อมสั่งให้สร้างเรื่องขอเงินจากผู้ปกครอง โดยอ้างว่าได้รับทุนไปเรียนต่อที่ อังกฤษ
สุดท้ายผู้เสียหายโอนเงินไปยัง บัญชีม้า รวมเกือบ 500,000 บาท
ทั้ง 3 คดีมีรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมสำคัญ คือ มิจฉาชีพสามารถใช้เรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของนักศึกษา ไม่ว่าจะเป็น เงิน การศึกษา ทุน หรือการเรียนต่อต่างประเทศ มาเป็นช่องทางสร้างความน่าเชื่อถือและกดดันให้เหยื่อทำตาม
ทำไมเด็กมหาวิทยาลัยดัง ถึงถูกหลอกได้?
คำถามที่หลายคนอาจสงสัยคือ “เรียนมหาวิทยาลัยดัง เรียนเก่ง ใช้เทคโนโลยีเป็น แล้วทำไมยังถูกหลอกจนหมดตัว?” คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ระดับการศึกษา แต่อยู่ที่ “สิ่งที่เหยื่อกำลังกลัวว่าจะสูญเสีย” เด็กวัยมหาวิทยาลัยจำนวนมากกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ทั้งการเรียนต่อ การสมัครงาน การขอทุนการศึกษา การสอบ หรือการวางแผนอนาคต
มิจฉาชีพจึงไม่ได้จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยคำว่า “โอนเงินมาให้เรา” แต่สามารถสร้างสถานการณ์ว่า หากไม่ทำตามคำสั่งจะเกิดผลกระทบต่ออนาคต เช่น
“คุณมีคดี”
“คุณอาจถูกตัดสิทธิ์การเรียนหรือทุน”
“ประวัติจะมีปัญหา”
หรือ “หากไม่ดำเนินการตามขั้นตอน จะไม่สามารถดำเนินเรื่องต่อได้”
เมื่อสิ่งที่ถูกนำมาขู่ไม่ใช่เพียงเงิน แต่เป็น อนาคตที่เด็กกำลังพยายามสร้างขึ้นมา ความกลัวจึงมีพลังมากขึ้น
“ตัดสิทธิ์อนาคต” กลายเป็นกับดักทางจิตวิทยา
สำหรับนักศึกษา เรื่องเรียนต่อหรือทุนการศึกษาอาจเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตช่วงเวลานั้น มิจฉาชีพจึงใช้วิธี สร้างสถานการณ์ว่ามีบางอย่างกำลังจะทำลายอนาคตของเหยื่อ แล้วเสนอทางออกที่ดูเหมือนเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยได้ จากนั้นจึงค่อย ๆ เพิ่มระดับคำสั่ง ตั้งแต่ให้แอด LINE ส่งข้อมูลส่วนตัว วิดีโอคอลกับ “เจ้าหน้าที่” ไปจนถึงให้ถอนเงินหรือโอนเงินเพื่อ “ตรวจสอบ”
เหยื่ออาจไม่ได้คิดว่า
“ฉันกำลังโอนเงินให้มิจฉาชีพ”
แต่กำลังคิดว่า
“ฉันต้องทำตามนี้เพื่อรักษาอนาคตของตัวเองเอาไว้”
นี่คือจุดที่ทำให้การหลอกลวงมีประสิทธิภาพอย่างมาก
เพราะเมื่อความกลัวเข้ามาครอบงำ การตัดสินใจของคนเราอาจเปลี่ยนจากการตั้งคำถามว่า “เรื่องนี้จริงหรือไม่?” ไปเป็น “ฉันต้องทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เรื่องนี้แย่ลง?” และทันทีที่มิจฉาชีพสามารถทำให้เหยื่อเชื่อว่า “นี่คือทางออกเดียว” การควบคุมก็จะเริ่มเกิดขึ้น
ยิ่งมีอนาคตที่ต้องรักษา ยิ่งมี “สิ่งที่ต้องเสีย”
การเรียนเก่งไม่ได้แปลว่าจะไม่มีวันถูกหลอก ในทางกลับกัน เด็กที่มีเป้าหมายชัดเจนอาจมีสิ่งที่ต้องปกป้องมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นทุนที่กำลังจะได้รับ โอกาสเรียนต่อ มหาวิทยาลัย ชื่อเสียง หรือเส้นทางอาชีพที่วางเอาไว้ ดังนั้น สิ่งที่มิจฉาชีพโจมตีจึงไม่จำเป็นต้องเป็น “ความรู้” ของเหยื่อ แต่อาจเป็น “ความกลัวที่จะสูญเสียสิ่งสำคัญ”
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคำว่า “เรียนเก่ง” หรือ “ใช้เทคโนโลยีเป็น” ไม่ได้ทำให้ใครมีภูมิคุ้มกันต่อมิจฉาชีพ เพราะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่ได้แข่งขันกันว่าใครใช้เทคโนโลยีเก่งกว่า แต่แข่งขันกันว่า ใครสามารถทำให้เหยื่อกลัวและเชื่อได้เร็วกว่า
จาก “คดีปลอม” สู่ “ค่าไถ่ทิพย์” กลโกงที่ลามถึงครอบครัว
สิ่งที่น่ากังวลคือการหลอกนักเรียนหรือนักศึกษาให้สร้างสถานการณ์ว่า ตัวเองถูกลักพาตัวหรือกำลังตกอยู่ในอันตราย มิจฉาชีพอาจหลอกเด็กให้แอด LINE จากนั้นควบคุมผ่านวิดีโอคอล สั่งให้ออกจากบ้านไปเปิดห้องพักคนเดียว และจัดฉากให้ผู้ปกครองเชื่อว่าลูกถูกทำร้าย ก่อนเรียกเงินจากครอบครัว ซึ่งเป็นรูปแบบที่เรียกว่า “ค่าไถ่ทิพย์”
นั่นหมายความว่า เหยื่อคนหนึ่งอาจไม่ได้เสียเงินเพียงคนเดียว แต่สามารถถูกใช้เป็นเครื่องมือหลอกเอาเงินจากทั้งครอบครัวได้
3 “คาถามหาอุตม์” จำง่าย ป้องกันมิจฉาชีพ
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ACSC แนะนำหลักจำง่ายสำหรับรับมือกลโกง โดยเฉพาะกรณีที่มีคนอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ
คาถาที่ 1
“รัฐไม่โทรหา ไม่ไลน์ ไม่วิดีโอคอล ไม่โอนเงินเพื่อตรวจสอบ”
จำให้ขึ้นใจว่า ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐจะไม่โทรศัพท์หรือวิดีโอคอลผ่าน LINE เพื่อสอบสวนคดี และไม่มีการให้ประชาชนโอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีหรือพิสูจน์ความบริสุทธิ์
เจอสถานการณ์แบบนี้ วางสายทันที
คาถาที่ 2
“เอกสารราชการในมือถือ อาจเป็นเอกสารปลอม”
หมายจับ หมายเรียก หรือเอกสารราชการที่ส่งผ่าน LINE ไม่ได้แปลว่าเป็นของจริง
หากมีคนอ้างเป็นตำรวจแล้วส่งเอกสาร พร้อมข่มขู่ว่ากระทำความผิด อย่าเพิ่งเชื่อ
หยุดการสนทนา แล้วตรวจสอบกับหน่วยงานโดยตรง
คาถาที่ 3
“เอ๊ะ! ก่อนเชื่อ ตรวจสอบก่อนโอน”
อย่ารีบตัดสินใจเพียงเพราะปลายสายบอกว่าเป็นเรื่องด่วน
วางสาย - ตรวจสอบ - ปรึกษาคนใกล้ตัว - ค่อยตัดสินใจ
โดยเฉพาะนักเรียนและนักศึกษา หากถูกข่มขู่หรือถูกสั่งให้เก็บเรื่องไว้เป็นความลับ ให้ถือว่านั่นเป็นสัญญาณอันตรายทันที
ผู้ปกครองอย่าเพิ่งดุ เมื่อรู้ว่าลูกถูกหลอก
เด็กหรือนักศึกษาที่เพิ่งรู้ตัวว่าถูกหลอก อาจกำลังอยู่ในภาวะตกใจ กลัว และรู้สึกผิด หากถูกซ้ำเติมด้วยการดุด่าหรือตำหนิ อาจทำให้ไม่กล้าบอกข้อมูลทั้งหมด หรือเลือกปกปิดเรื่องที่เกิดขึ้น
ผู้ปกครองควรเป็น “ทางออก” ไม่ใช่ “ความกลัว”
มิจฉาชีพรู้ดีว่าเด็กจำนวนมากกลัวผู้ปกครองผิดหวัง จึงใช้ความกลัวนี้เป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมเหยื่อ เช่น สั่งว่า “ห้ามบอกพ่อแม่” หรือขู่ว่าหากบอกใครจะทำให้คดีรุนแรงขึ้น
วิธีสังเกตง่าย ๆ หากลูกหลานเริ่มเก็บตัว พูดคุยโทรศัพท์อยู่ตลอดเวลา หรือจู่ ๆ มาขอเงินก้อนใหญ่ ผู้ปกครองอย่าเพิ่งตำหนิหรือต่อว่า แต่ควรรีบเข้าไปพูดคุย โอบกอด และสร้างความไว้วางใจ เพื่อช่วยดึงสติให้กลับมา ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายและเกิดความเสียหายมากขึ้น
เพราะในโลกของมิจฉาชีพ การทำให้เหยื่อรู้สึกว่าตัวเองอยู่คนเดียว คือหนึ่งในอาวุธที่อันตรายที่สุด
บทเรียนสำคัญสำหรับนักศึกษาและผู้ปกครอง
มิจฉาชีพยุคใหม่ไม่ได้เอาชนะเหยื่อด้วยเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเสมอไป แต่ใช้ ความกลัว ความเร่งรีบ และการตัดขาดจากคนรอบตัว เป็นอาวุธ โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา สิ่งที่มิจฉาชีพหยิบมาใช้เป็นเครื่องมืออาจไม่ใช่เงินในบัญชี แต่เป็น “อนาคต” ที่เด็กกำลังพยายามสร้าง
ดังนั้น หากลูกหลานได้รับโทรศัพท์ที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดี ถูกสั่งให้แอด LINE ถูกห้ามบอกพ่อแม่ ถูกบังคับให้วิดีโอคอลตลอดเวลา หรือถูกสั่งให้ถอนเงินและนำทรัพย์สินไปส่งตามสถานที่ต่าง ๆ
อย่าปล่อยให้เด็กแก้ปัญหาเพียงลำพัง
เพราะหนึ่งในเกราะป้องกันที่ดีที่สุดของนักศึกษาอาจไม่ใช่แอปพลิเคชันหรือระบบรักษาความปลอดภัย แต่คือการมี “คนอีกคน” ที่อยู่เคียงข้างและคอยกระตุ้นสติโดนไม่ใช้เสียงดุด่า
และ หากสงสัยว่ากำลังถูกหลอก หยุดการติดต่อ อย่าโอนเงิน และรีบโทร 1441
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
