รีเซต

แก๊งคอลเซ็นเตอร์บีบนักศึกษาหลอกพ่อแม่ สูญ 1.5 ล้าน

แก๊งคอลเซ็นเตอร์บีบนักศึกษาหลอกพ่อแม่ สูญ 1.5 ล้าน
TNN ช่อง16
29 สิงหาคม 2569 ( 16:15 )
7

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดเผยพฤติการณ์ของขบวนการคอลเซ็นเตอร์ที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มนักศึกษา โดยใช้วิธีปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่เครือข่ายโทรศัพท์และตำรวจ กล่าวหาว่าเหยื่อมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี ก่อนสร้างความกลัว กดดันให้แยกตัวจากครอบครัว และบังคับให้หาเงินจากผู้ปกครอง โดยวันที่ 28 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่สามารถเข้าช่วยเหลือนักศึกษาได้ 2 กรณี

การปฏิบัติการอยู่ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ รอง ผอ.ศปอส.ตร.

เคสแรก ธนาคารพบพิรุธ ช่วยหยุดเงิน 310,000 บาททันเวลา

กรณีแรก ACSC ประสานตำรวจ สภ.เมืองมหาสารคาม เข้าตรวจสอบนักศึกษาอายุ 18 ปี ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดมหาสารคาม ขณะกำลังถอนเงินสด 310,000 บาท เพื่อนำไปโอนตามคำสั่งของกลุ่มมิจฉาชีพ

จุดสำคัญที่ช่วยหยุดความเสียหายครั้งนี้ คือ เจ้าหน้าที่ธนาคารสังเกตเห็นความผิดปกติของลูกค้า จึงประสานตำรวจและช่วยชะลอการทำธุรกรรม กระทั่งตำรวจเดินทางมาถึงและแจ้งให้นักศึกษาทราบว่ากำลังเสี่ยงตกเป็นเหยื่อ ก่อนระงับการถอนเงินไว้ได้

จากข้อมูลที่ผู้เสียหายให้กับตำรวจ ระบุว่า ก่อนหน้านั้นได้รับโทรศัพท์จากบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ AIS และกล่าวหาว่าเบอร์โทรศัพท์ของผู้เสียหายถูกนำไปใช้หลอกผู้อื่นในพื้นที่ สภ.เมืองพิจิตร จากนั้นมีการอ้างว่าจะโอนสายไปยังตำรวจ สภ.พิจิตร และให้ติดต่อผ่านแอปพลิเคชันไลน์

กลุ่มมิจฉาชีพยังส่งเอกสารที่มีลักษณะคล้ายเอกสารราชการ พร้อมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เสียหาย ก่อนกล่าวหาว่ามีบัญชีธนาคารเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน และอ้างว่าต้องส่งเงินให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ตรวจสอบภายใน 30 นาที มิฉะนั้นจะถูกออกหมายจับ

อีกหนึ่งวิธีที่ถูกนำมาใช้คือการสั่งห้ามผู้เสียหายบอกเรื่องนี้กับพ่อแม่ พร้อมขู่ว่าผู้ที่รับรู้เรื่องดังกล่าวอาจถูกดำเนินคดีไปด้วย

เมื่อผู้เสียหายแจ้งว่าไม่มีเงินสด มิจฉาชีพจึงกำหนดเรื่องราวให้โทรศัพท์ไปขอเงินจากพ่อแม่ โดยให้อ้างว่าจำเป็นต้องใช้เงินด่วนเพื่อศึกษาต่อต่างประเทศ ผู้ปกครองซึ่งประกอบอาชีพค้าขายจึงโอนเงินมาให้ ก่อนที่นักศึกษาจะเดินทางไปธนาคารตามคำสั่ง

แม้ระหว่างการสนทนาผู้เสียหายเริ่มสงสัยและบันทึกเสียงรวมถึงวิดีโอไว้ อีกทั้งพยายามค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต แต่ฝ่ายมิจฉาชีพใช้วิธีเร่งเวลาและกดดันอย่างต่อเนื่อง กระทั่งตำรวจเข้าระงับเหตุได้ก่อนเงินถูกส่งออกไป

เคสสอง เปิดห้องแยกตัว วิดีโอคอลควบคุมกว่า 2 วัน

กรณีที่สอง ACSC ประสานตำรวจ สภ.พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ช่วยเหลือนักศึกษาหญิงอายุ 22 ปี หลังเริ่มถูกหลอกตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2569

พฤติการณ์เริ่มจากบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ AIS โทรศัพท์แจ้งว่า ผู้เสียหายมีชื่อเป็นเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์ที่ถูกนำไปใช้หลอกประชาชนหลายรายในพื้นที่ สภ.เมืองระนอง ก่อนให้เพิ่มบัญชีไลน์ที่อ้างว่าเป็นของสถานีตำรวจ และพูดคุยกับบุคคลที่ปลอมตัวเป็นตำรวจ

มิจฉาชีพกล่าวหาว่านักศึกษามีบัญชีรับเงินผิดกฎหมาย ก่อนสั่งให้ไปเปิดห้องพักและอาศัยอยู่ตามลำพัง ห้ามแจ้งเรื่องให้บุคคลอื่นทราบ พร้อมบังคับให้เปิดวิดีโอคอลอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวและการติดต่อของผู้เสียหาย

จากนั้นคนร้ายอ้างว่าสามารถช่วยพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ แต่ต้องนำเงินสด 1 ล้านบาทมาค้ำประกัน เมื่อผู้เสียหายแจ้งว่าไม่มีเงิน จึงถูกบังคับให้โทรศัพท์หาผู้ปกครองและแต่งเรื่องว่าได้รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ แต่จำเป็นต้องมีเงินในบัญชี 1 ล้านบาทเพื่อใช้ประกอบการขอทุน

วันที่ 27 สิงหาคม ผู้เสียหายถอนเงินสด 1 ล้านบาท และนำไปส่งให้ชายคนหนึ่งที่ลานจอดรถของโรงแรมตามจุดที่นัดหมาย

ต่อมา มิจฉาชีพยังอ้างว่าเงินจำนวนดังกล่าวไม่เพียงพอ และสั่งให้นักศึกษาขอเงินจากครอบครัวเพิ่มอีก 500,000 บาท โดยให้เหตุผลกับผู้ปกครองว่าเป็นเงินสำหรับยืนยันลำดับคิวขอทุนเรียนต่อต่างประเทศ ก่อนนำเงินไปส่งให้ชายคนเดิมในวันที่ 28 สิงหาคม

ตลอดระยะเวลากว่า 2 วัน ผู้เสียหายถูกบังคับให้วิดีโอคอลอย่างต่อเนื่อง และยังถูกเรียกเงินเพิ่มอีก 100,000 บาท จนเกิดความเครียด ก่อนพยายามยืมเงินเพื่อน 20,000 บาท และติดต่อขอยืมเงินจากแฟนหนุ่ม

ความผิดปกติดังกล่าวทำให้พ่อและแฟนของนักศึกษาเกิดความสงสัย จึงแจ้งตำรวจ สภ.พุทธมณฑล ให้ช่วยติดตาม กระทั่งเจ้าหน้าที่เข้าถึงตัวและช่วยเหลือได้เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม

ACSC ระบุว่า กรณีนี้มีมูลค่าความเสียหายมากกว่า 1.5 ล้านบาท ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน โดยทราบข้อมูลบุคคลในขบวนการที่ทำหน้าที่รับเงินสดจากผู้เสียหายแล้ว และอยู่ระหว่างติดตามตัวพร้อมขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้อง

ACSC ย้ำ ตำรวจจริงไม่วิดีโอคอลสอบสวน-ไม่สั่งโอนเงินพิสูจน์ความบริสุทธิ์

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์เตือนนักศึกษาและประชาชนให้ระวังบุคคลที่อ้างเป็นตำรวจ ปปง. DSI หรือหน่วยงานรัฐ พร้อมยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจริงไม่มีขั้นตอนโทรศัพท์หรือวิดีโอคอลเพื่อสอบสวนและควบคุมตัว รวมถึงไม่มีการส่งหมายจับหรือหมายเรียกผ่านไลน์ และจะไม่สั่งให้ประชาชนโอนเงินหรือส่งมอบทรัพย์สินเพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงความบริสุทธิ์

สำหรับสายที่อ้างเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์ สถาบันการเงิน หรือธนาคาร และแจ้งว่าเบอร์โทรศัพท์หรือบัญชีธนาคารเกี่ยวข้องกับคดี ประชาชนควรวางสายและตรวจสอบโดยติดต่อหน่วยงานที่ถูกกล่าวอ้างโดยตรงผ่านช่องทางทางการ

ACSC ยังขอให้ผู้ปกครองสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลาน โดยเฉพาะการแยกตัว เก็บตัวผิดปกติ หรือขอเงินก้อนโดยอ้างเป็นค่าเทอม เงินประกันทุน หรือเงื่อนไขสำหรับศึกษาต่อต่างประเทศ ควรตรวจสอบกับมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานเจ้าของทุนโดยตรง

หากสงสัยว่ากำลังเผชิญขบวนการสแกมเมอร์ สามารถขอคำปรึกษาจากสถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือติดต่อสายด่วนศูนย์ AOC 1441 เพื่อรับคำแนะนำและดำเนินการโดยเร็ว

ทั้งนี้ การดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องยังอยู่ในกระบวนการตามกฎหมาย ผู้ต้องหาหรือจำเลยถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง