อมตะ “นรกสแกมเมอร์” อาชญากรรมไร้พรมแดน ปราบไม่หาย แถมงอกมาอีกสิบ

“สแกมเมอร์” เป็นปัญหาสากล ร้ายแรงมาหลายปี และแม้จะถูกปราบปรามอย่างหนักแค่ไหน ก็ไม่เคยหายไปอย่างถาวร
ที่แย่กว่านั้นคือ ยิ่งเวลาผ่านไป เครือข่ายพวกนี้กลับยิ่งแนบเนียนขึ้นเรื่อย ๆ
วันนี้สแกมเมอร์ไม่ใช่แค่อาชญากรรมหลอกเอาเงินคนธรรมดาอีกต่อไป แต่กลายเป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่ถักทอกันทั้งภูมิภาค ทั้งค้ามนุษย์ คอร์รัปชัน เทคโนโลยี ไปจนถึงการฟอกเงิน
เมื่อเครือข่ายเหล่านี้ไม่มีพรมแดนอีกต่อไป การทลายศูนย์สแกมแค่แห่งเดียวก็ไม่พอจะหยุดพวกเขาได้ เพราะพวกเขาปรับตัว ซ่อนตัว และย้ายฐานไปที่ใหม่ได้ตลอดเวลา นี่จึงเป็นอาชญากรรมที่ปราบเท่าไหร่ก็กลับมาได้เสมอ และดูเหมือนว่า "นรกสแกมเมอร์" ทุกวันนี้ จะฆ่าไม่ตายจริง ๆ
“นรกสแกมเมอร์” ปราบเท่าไหร่ก็ไม่หาย ?
ทุบตึก จับคน ยึดทรัพย์สิน ทลายแก๊งคอลเซนเตอร์
นี่คือภาพการปราบปรามที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่รัฐบาลหลายประเทศดำเนินการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์อย่างจริงจังในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในพื้นที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หนึ่งในภูมิภาคที่กลายเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมสแกมเมอร์ระดับโลก
ถึงแม้จะมีการปราบปรามอย่างจริงจังและเพิ่มความร่วมมือระหว่างประเทศ แต่เครือข่ายเหล่านี้กลับไม่ได้หายไป เพียงแต่เปลี่ยนรูปและย้ายที่ กระจายตัวไปทั่วอาเซียน ราวกับ “ไฮดรา” ที่ตัดหัวหนึ่ง ก็พร้อมงอกหัวใหม่ขึ้นมาแทน
รายงาน An Interconnected Criminal Ecosystem: Transnational Organized Crime Threat Assessment for South-East Asia 2026 ของ UNODC เผยว่า แรงกดดันจากการบังคับใช้กฎหมายในภูมิภาคทำให้แก๊งสแกมเมอร์ถูกผลักให้ย้ายออกจากพื้นที่เดิม มากกว่าจะถูกทำลายทั้งเครือข่าย
โดยกลุ่มเครือข่ายบางส่วนย้ายประเทศอย่างเมียนมาและลาว ไปยังติมอร์-เลสเต หมู่เกาะแปซิฟิก และพื้นที่บางส่วนในแอฟริกา ซึ่ง UNODC เรียกพฤติกรรมนี้ว่า ‘Jurisdiction Shopping’ หรือการเลือกย้ายไปยังพื้นที่ที่มีการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอกว่า
ส่วนในเวียดนาม แม้ยังไม่มีหลักฐานว่าเป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ของภูมิภาค แต่เจ้าหน้าที่กลับพบเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับกัมพูชากำลังเข้ามาปรับรูปแบบปฏิบัติการในประเทศ
ที่สำคัญ UNODC พบว่าเครือข่ายเหล่านี้ไม่ได้ทำงานแบบแก๊งเดี่ยว ๆ อีกต่อไป แต่เชื่อมโยงกันเป็น “ระบบอาชญากรรมแบบแฟรนไชส์” ขนาดใหญ่ ที่ให้บริการฟอกเงิน ค้ามนุษย์ ลักลอบขนคน และเก็บข้อมูล แม้จะดำเนินการโดยกลุ่มที่แตกต่างกัน แต่พวกเขามีความเชื่อมโยงกันและสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานและบริการเดียวกันได้
อินชิก ซิม นักวิเคราะห์ชั้นนำของ UNODC กล่าวว่า ขนาดและความซับซ้อนของเศรษฐกิจอาชญากรรมนี้ "เกินกว่ามาตรการรับมือที่มีอยู่"
“คอร์รัปชัน” ตัวการอุ้มแก๊งสแกมเมอร์
หนึ่งในปัจจัยที่ UNODC ชี้ให้จับตา คือ “คอร์รัปชัน” ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวเปิดทางสำคัญให้อาชญากรรมข้ามชาติสามารถฝังตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจและโครงสร้างของรัฐได้
เพราะการที่เครือข่ายเหล่านี้ยังอยู่รอด ไม่ได้มีเพียงเหตุผลว่า “ปราบแล้วก็ย้าย” แต่ได้รับการเอื้อประโยชน์หรือความคุ้มครองจากเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน ทำให้การบังคับใช้กฎหมายไม่สามารถตัดวงจรของเครือข่ายได้อย่างถึงรากถึงโคน
ยกตัวอย่างกรณีของกัมพูชา แม้รัฐบาลจะประกาศความสำเร็จจากการทลายศูนย์สแกมเมอร์ครั้งใหญ่เมื่อปี 2025 แต่รายงาน “Falling Through the Cracks”: Cambodia’s “Crackdown” on Scamming Compounds and the Victims it has Failed ของ Amnesty International กลับพบข้อมูลที่ชี้ถึง การสมรู้ร่วมคิดระหว่างผู้ดูแล Scam Compound กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
เหยื่อผู้รอดชีวิตรายหนึ่งให้ข้อมูลว่า ผู้จัดการศูนย์สแกมมักได้รับข่าวล่วงหน้าก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้น ทำให้พวกเขาสามารถย้ายเหยื่อไปไว้ที่อื่นได้ทันเวลา ศูนย์สแกมบางแห่งก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินเข้าออกเป็นปกติ บางครั้งก็เข้ามาเพื่อเคลื่อนย้ายศพ โดยไม่ได้ดำเนินการสอบสวน หรือ จับกุมผู้เกี่ยวข้องใด ๆ
ขณะเดียวกัน Amnesty ยังพบว่า ในช่วงเวลาเดียวกัน หน่วยงานกำกับดูแลคาสิโนของกัมพูชา หรือ CGMC ก็ยังเดินหน้าพิจารณาและอนุมัติใบอนุญาตคาสิโนแห่งใหม่ ซึ่งธุรกิจเหล่านี้ในกัมพูชามีความเชื่อมโยงกับศูนย์สแกม
AI ช่วยสแกมเมอร์หลอกคนได้มากขึ้น
นอกจากการทุจริตจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เครือข่ายสแกมเมอร์ยังคงอยู่ไม่หายไปไหน อีกแรงขับสำคัญที่ทำให้เครือข่ายเหล่านี้ปรับตัวและยากต่อการปราบปราม คือ “เทคโนโลยี” โดยเฉพาะ AI ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว จนถูกนำมาใช้ยกระดับการหลอกลวงให้แนบเนียน ซับซ้อน และขยายวงกว้างได้มากกว่าที่เคย
เพราะ AI ไม่ได้แค่ทำให้สแกมเมอร์หลอกเก่งขึ้น แต่กำลังทำให้พวกเขาหลอกคนได้มากขึ้น ด้วยต้นทุนที่น้อยลง
รายงานของ UNODC ระบุว่า เครือข่ายอาชญากรรมกำลังนำ Generative AI, Deepfake และระบบอัตโนมัติมาใช้ยกระดับการหลอกลวง ตั้งแต่การเขียนข้อความปลอม แปลภาษา สร้างตัวตนปลอม ไปจนถึงการโคลนเสียงและสร้างวิดีโอ Deepfake แบบเรียลไทม์
ต่อให้รัฐสามารถทลายศูนย์ปฏิบัติการ จับกุมผู้กระทำผิด หรือยึดคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์จำนวนมากได้ แต่ ความรู้ เครื่องมือ และเทคโนโลยีที่ใช้ก่ออาชญากรรมยังสามารถถูกนำไปสร้างเครือข่ายใหม่ได้
และไม่ใช่แค่วิธีหลอกลวงที่พัฒนาไปไกลขึ้น แต่ระบบการเงินของอาชญากรรมก็เปลี่ยนไปด้วย
เครือข่ายอาชญากรรมใช้ Cryptocurrency อย่างเป็นระบบในการรับเงินและฟอกเงิน โดยเฉพาะสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง USDT ที่สามารถเคลื่อนย้ายข้ามประเทศผ่านแพลตฟอร์ม P2P นายหน้า OTC และเครือข่ายธนาคารใต้ดิน
พูดง่าย ๆ คือ เงินที่ได้จากการหลอกเหยื่อในประเทศหนึ่ง สามารถถูกเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล เคลื่อนย้ายไปอีกประเทศ แล้วเปลี่ยนกลับเป็นเงินปกติได้
นั่นทำให้การปราบปรามไม่ได้จบลงที่การจับคนหรือทลายตึก เพราะถ้ารัฐยังตามเงินไม่ทัน เครือข่ายก็ยังมีเงินทุนสำหรับสร้างระบบขึ้นมาใหม่
ทำไมสแกมเมอร์ถึงย้ายไปอยู่ประเทศอื่น
จนถึงตอนนี้ การปราบปรามไม่ได้ทำให้สแกมเมอร์หายไป แต่แค่ย้ายฐานที่ตั้งไปยังประเทศใหม่ ก่อให้เกิดคำถามต่อมาว่า แล้วเพราะอะไรเครือข่ายเหล่านี้ ถึงเลือกจะย้ายไปทำธุรกิจที่ประเทศนั้น
เริ่มที่เวียดนาม ภาพที่ตำรวจเจอคือความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน เครือข่ายไม่จำเป็นต้องสร้างอาณาจักรสแกมขนาดใหญ่แบบเดิมอีกต่อไป ตำรวจเวียดนามพบเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับกลุ่มทุนจีนและกัมพูชา ใช้โรงแรม บ้านเช่า และที่พักทั่วไปเป็นฐานปฏิบัติการแทน
วิธีนี้ทำให้กระจายตัวได้ง่าย ใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้วโดยไม่ต้องลงทุนสร้างใหม่ และที่สำคัญที่สุดคือ กลมกลืนไปกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจปกติจนแยกไม่ออก
นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้การปราบปรามยากขึ้น เพราะวันนี้ตำรวจไม่ได้กำลังตามหาแค่ ตึกสแกม แต่ต้องตามหา เครือข่ายที่สามารถซ่อนตัวอยู่ในธุรกิจและพื้นที่ปกติได้
ติมอร์-เลสเตคือภาพสะท้อนของสิ่งเดียวกันนี้ในอีกรูปแบบหนึ่ง UNODC เคยเตือนไว้ล่วงหน้าว่าเครือข่ายอาชญากรรมกำลังมองหาพื้นที่ที่การกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมายยังมีข้อจำกัด เพื่อใช้เป็นฐานปฏิบัติการแห่งใหม่
และไม่นานหลังจากนั้น ตำรวจติมอร์-เลสเตก็เข้าตรวจค้นและพบศูนย์สแกมในเขตปกครองพิเศษโอเอกุซี พร้อมผู้ต้องสงสัยจากหลายประเทศ
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงทำให้ติมอร์-เลสเตไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ที่ถูกประเมินความเสี่ยงไว้บนกระดาษอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นตัวอย่างจริงว่า เมื่อพื้นที่หนึ่งมีช่องโหว่ด้านการกำกับดูแลและมีต้นทุนในการตั้งฐานปฏิบัติการที่ต่ำกว่า เครือข่ายอาชญากรรมก็สามารถเคลื่อนตัวเข้าไปตั้งหลักได้
อีกหนึ่งจุดในพื้นที่อาเซียนที่ต้องจับตาคือ สามเหลี่ยมทะเลซูลู–เซเลเบส พื้นที่ทางทะเลที่เชื่อมโยงอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่ง UNODC ระบุว่าเป็นเส้นทางลักลอบขนของที่สำคัญขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งยาเสพติดและเทคโนโลยีที่ใช้สนับสนุนปฏิบัติการศูนย์สแกมเมอร์
ส่วนแอฟริกา สะท้อนให้เห็นการขยายตัวของเครือข่ายที่ไปไกลกว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะถูกระบุว่า ปฏิบัติการของเครือข่ายอาชญากรรมบางส่วนกำลังขยับเข้าสู่พื้นที่ในแอฟริกา เพราะต้นทุนต่ำ และรัฐติดตามได้ยาก ทั้งยังถูกใช้เป็นหนึ่งในจุดผ่านแดนสำหรับการเคลื่อนย้ายคนเข้าสู่เครือข่ายสแกม
เนื่องจากกระบวนการสรรหาคนเข้าสู่ศูนย์สแกม ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเอเชียอีกต่อไป แต่กำลังขยายตัวไปถึงยุโรปและภูมิภาคอื่น ๆ
โดย UNODC พบว่า ช่องทางสื่อสารที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมสแกม มีการประกาศรับสมัครงาน โดยระบุต้องการคนที่มีทักษะภาษา เช่น เยอรมัน โปแลนด์ ดัตช์ สเปน อิตาลี ฝรั่งเศส สวีเดน นอร์เวย์ อังกฤษ เป็นต้น เพื่อให้การหลอกดูน่าเชื่อถือมากขึ้น
แน่นอนว่า การรับสมัครงานเหล่านี้ ส่วนใหญ่มักหลอกล่อคนที่กำลังหางานให้เข้าไปติดกับในวังวนของนรกสแกมเมอร์
เราจะรับมือกับสแกมเมอร์อย่างไร ?
เมื่อเครือข่ายสแกมเมอร์ไร้พรมแดน การปราบปรามอาจไม่ใช่เรื่องความรับผิดชอบของประเทศใด ประเทศหนึ่งอีกต่อไป
เพราะวันนี้ คนหนึ่งอาจถูกหลอกในไทย แต่เงินถูกส่งออกไปผ่านอีกประเทศ ขณะที่คนที่อยู่เบื้องหลังอาจสั่งการจากที่อื่น และใช้โครงสร้างพื้นฐานที่ตั้งอยู่อีกภูมิภาคหนึ่ง
นั่นทำให้โจทย์สำคัญของการปราบปรามในยุคต่อไป ไม่ใช่แค่เรื่องการทลายศูนย์สแกมเมอร์เท่านั้น แต่คือเราจะตัดเครือข่ายที่เชื่อมโยงข้ามพรมแดนเหล่านี้อย่างไร
UNODC มองว่า การรับมืออาชญากรรมรูปแบบใหม่นี้ต้องเปลี่ยนจากการ “ไล่จับเป็นจุด ๆ” ไปสู่การจัดการทั้งระบบ ซึ่งสามารถสรุปแนวทางสำคัญออกมาได้ 3 ด้าน ดังนี้
1.Follow the money ตัดเส้นเลือดใหญ่ของเครือข่าย
ในขณะที่แก๊งสแกมเมอร์หมุนเงินผ่านคริปโตเป็นหลัก เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในภูมิภาคยังขาดการฝึกฝนเฉพาะทางในการระบุ ยึด และเรียกคืนเงินเหล่านี้
รัฐต้องเปลี่ยนจากแค่เข้าไปทำลาย เป็นการเสริมศักยภาพติดตาม ยึด และเรียกคืนทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับคริปโตอย่างจริงจัง
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมเกิดขึ้นแล้ว เช่น สิงคโปร์ยึดทรัพย์สินกว่า 150 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ที่เชื่อมโยงกับเครือข่าย Prince Group และนักธุรกิจกัมพูชาที่ถูกกล่าวหาฟอกเงิน ส่วนสหรัฐฯ ก็เพิ่งยึดคริปโตกว่า 580 ล้านดอลลาร์ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมในภูมิภาคนี้
2.Follow the network แลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามประเทศ
เพราะเครือข่ายเดียวกันกระจายตัวอยู่หลายประเทศพร้อมกัน ไทย กัมพูชา เวียดนาม ลาว เมียนมา จึงต้องแชร์ข้อมูลบัญชีม้า ที่อยู่ IP กระเป๋าคริปโต ผู้ต้องสงสัย บริษัทบังหน้า และเส้นทางการเคลื่อนย้ายคนร่วมกัน
ความเคลื่อนไหวล่าสุดคือ ตำรวจอาเซียนผลักดันพิมพ์เขียวให้แต่ละประเทศตั้งศูนย์ต่อต้านสแกมออนไลน์แห่งชาติที่เชื่อมข้อมูลกันได้ ขณะที่สหภาพยุโรป ไทย และประเทศสมาชิกอาเซียนก็เพิ่งจัดสัมมนาความร่วมมือระดับภูมิภาคที่กรุงเทพฯ เพื่อวางกรอบแลกเปลี่ยนข่าวกรองร่วมกับ UNODC และ IOM
3.Follow the enablers จัดการคนที่ทำให้ระบบสแกมเมอร์อยู่รอด
ถ้ารัฐไม่จัดการเจ้าหน้าที่รัฐที่รับผลประโยชน์ นายทุนที่อยู่เบื้องหลัง ผู้ให้บริการทางการเงินที่ฟอกเงินให้ และผู้อำนวยความสะดวกทุกระดับ ต่อให้ทลายตึกไปกี่ร้อยหลัง เครือข่ายก็จะกลับมาตั้งใหม่ได้เสมอ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
An Interconnected Criminal Ecosystem: Transnational Organized Crime Threat Assessment for South-East Asia 2026 - UNODC
“Falling Through the Cracks”: Cambodia’s “Crackdown” on Scamming Compounds and the Victims it has Failed - Amnesty International
Cambodia: Casinos get state approval despite links to human rights abuse at scamming compounds - Amnesty International
UNODC estimates 2025 scam losses in East and Southeast Asia, Australia and New Zealand at $88B–$114B - Forklog
Timor-Leste scam centre compounds uncovered as police arrest Chinese, Indonesians, Cambodians - ABC News
Vietnamese Police Disrupt Online Scam Operations Relocating From Cambodia - The Diplomat
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
