เจาะลึก "เส้นทางฝน" จับตาฝนตุลาฯ พร้อมข่าวดี "ลุ่มน้ำเจ้าพระยา" ผ่านจุดพีค

ในช่วงนี้ต้องยอมรับว่าเรื่องสภาพอากาศและปัญหาน้ำท่วมเป็นสิ่งที่สังคมไทยให้ความสำคัญมากที่สุด สำนักข่าวทีเอ็นเอ็น16 เกาะติดเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด นอกจากผมจะพาทีมลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์แล้ว ยังมีผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและเอกชน ติดต่อเข้ามา เพื่อสนับสนุนเรื่องข้อมูล
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสยกทีมสู้สายฝนไปที่กรมอุตุนิยมวิทยา บางนา สัมภาษณ์คุณนัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ฝ่ายวิชาการ ท่านเปิดเผยว่าทิศทางกลุ่มฝนที่เคลื่อนตัวไปทางภาคตะวันตก ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดฝนตกหนัก โดยเฉพาะจังหวัด กาญจนบุรี ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนถึง 2 ระลอก รวมถึง อุทัยธานี กำแพงเพชร และแม่ฮ่องสอน
สำหรับ พื้นที่เสี่ยงสูงสุด (สีแดง) ที่ต้องยกระดับการเฝ้าระวัง ได้แก่ ภาคเหนือฝั่งตะวันตก (สุโขทัย ตาก แม่ฮ่องสอน และกำแพงเพชร) โดยเฉพาะพื้นที่สูงชันและพื้นที่รับลมหน้าเขา ซึ่งคาดว่าอาจมีปริมาณฝนสะสมแตะระดับ 125–250 มิลลิเมตร หากเกิน 190 มิลลิเมตรถือว่าเข้าขั้นอันตราย
ขณะที่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล สัปดาห์นี้ฝนส่วนใหญ่จะมาในลักษณะ "ฝนช่วงเย็นหลังเลิกงาน" แต่ต้องจับตาระยะวันที่ 7–9 ตุลาคม ที่จะมี "ฝนระลอกใหม่" เข้ามาอีกรอบ คาดว่าจะมีปริมาณฝนสะสมประมาณ 90 มิลลิเมตร ซึ่งแม้จะน้อยกว่ารอบก่อน แต่ความเสียหายจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำบนดินของ กทม. เป็นสำคัญ
ผมในฐานะประชาชนและไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ ได้ยินท่านรองพูดแล้วกังวลเพราะเท่าที่ไปทำข่าวมาฝน 90 มิลลิเมตรก็อาจทำให้น้ำท่วม รอระบาย ทั้งหากว่าตกลงมาในพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง ระบายไม่หมด หรือหากตกลงมาในจังหวะที่น้ำทะเลหนุนพอดี เรื่องนี้อาจบานปลาย
"ใช่..กรมอุตุฯ เราจะทำงานไม่หยุด และจะคอยอัฟเดตข่าวสารให้ประชาชนทราบ สถานการณ์มันเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ตอนนี้เราเองก็เปลี่ยนวิธีการนำเสนอ หรือการเตือนให้เข้าถึงง่าย เป็นภาษาชาวบ้าน ไม่เอาข้อมูลเยอะๆมานำเสนอเพราะมันเข้าถึงยาก เรารับฟังและอยากทำให้ดีที่สุด" คุณนัฐวุฒิ แดนดี กล่าวอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อเช้านี้เวลา 6.00 ไลน์ผมเด้งขึ้นมา มีข้อความจากคุณสมควร ต้นจาน ผู้อำนวยการกองอุตุนิยมวิทยาการบิน กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า ภาพรวมสภาพอากาศช่วงวันที่ 1–15 ตุลาคม เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาล มวลอากาศเย็นระลอกแรกเริ่มแผ่ลงมาปะทะกับอากาศร้อนและความชื้น ส่งผลให้ประเทศไทยตอนบนเกิดสภาวะอากาศแปรปรวน มีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในหลายพื้นที่ ขณะที่ ภาคใต้ โดยเฉพาะฝั่งตะวันตก จะมีฝนตกชุกหนาแน่นและฝนตกหนักถึงหนักมาก พร้อมคลื่นลมในทะเลอันดามันที่มีกำลังปานกลางถึงค่อนข้างแรง
วันที่ 5-9 ลมหนาวปะทะลมร้อน เกิดฝนฟ้าคะนองในระยะแรกเริ่มที่ภาคเหนือและอีสานตอนบน วันที่ 9 นี้ จับตาฝนตะวันออก สภาพอากาศแปรปรวน ส่วนวันที่ 10-13 ตุลาคม จับตาหย่อมความกดอากาศต่ำ ก่อตัวที่ทะเลจีนใต้ สภาวะอากาศของไทยปั่นป่วนมาก ต้องระวังอีกครั้ง วันที่ 14-15 ตุลาคม ภาคใต้ของไทยรับไม้ต่อฝนตกหนัก
หลังจากนั้นเวลา 8.00 ผมจัดรายการข่าวเช้าเสร็จพอดี คุณไพฑูรย์ เก่งการช่าง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า มวลน้ำก้อนใหญ่จากแม่น้ำปิงที่สถานี P.17 อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ (ซึ่งเกิดจากฝนท้ายเขื่อนภูมิพลและเป็นตัวการหลักดันน้ำเจ้าพระยา) ตอนนี้มีปริมาณลดลงค่อนข้างเร็วแล้ว ประกอบกับน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังที่ไหลมาเติมเหนือเขื่อนเจ้าพระยาใกล้จะลดลงเช่นกัน
ส่งผลให้ที่สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ ระดับน้ำได้เดินทางมาถึง "จุดสูงสุด" เรียบร้อยแล้ว โดยมีอัตราการไหลคงที่อยู่ที่ 2,610 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่อเนื่องตั้งแต่ตี 2 ถึง 6 โมงเช้าที่ผ่านมา ซึ่งหมายความว่าหลังจากนี้จะมีแนวโน้มลดลง และสถานการณ์ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจะเริ่มคลายความตึงเครียดลง
นอกจากนี้ ในฝั่งของ กรุงเทพมหานคร ได้รับปัจจัยบวกจากระดับน้ำทะเลหนุน โดยกราฟระดับน้ำที่สถานี C.12 กรมชลประทาน สามเสน แสดงให้เห็นว่าระดับน้ำในช่วงน้ำลงลดลงมาก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำออกจากพื้นที่กรุงเทพฯ ทำให้ปริมาณน้ำเหนือที่ทยอยระบายเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ สามารถไหลผ่านออกสู่ทะเลได้เป็นอย่างดีโดยไม่ติดขัด
สุดท้ายนี้ขอให้ผู้อ่านทุกท่านปลอดภัย ท่านที่เดือดร้อนอยู่ขอให้ฟื้นตัวได้เร็ว และได้รับการเยียวยา
พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ
ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
