“สแกมเมอร์” ป่วนอาเซียน ใครโดนหนักสุด ?

รายงาน ASEAN Consumer Scam Report 2026 ที่จัดทำโดย GSMA หรือสมาคมผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีสมาชิกทั่วโลก ระบุว่า เศรษฐกิจในอาเซียนก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องมีความเชื่อมั่นเป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านในระยะยาว แต่ภูมิภาคนี้ยังเผชิญการหลอกลวงทางออนไลน์จากแก๊งสแกมเมอร์ที่สร้างความเสียหายมหาศาล ซึ่งหากไม่เร่งแก้ไขก็จะกระทบต่อความน่าเชื่อถือสำหรับบริการดิจิทัลที่ใช้งานอยู่ทุกวัน รวมถึงระบบต่าง ๆ ที่มีความจำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
ที่ผ่านมามีความพยายามแก้ปัญหาเรื่องนี้ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีความตระหนักและป้องกันตัวเองจากการตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพมากขึ้น ทั้งการเพิ่มความปลอดภัยของบัญชีใช้งาน การเปลี่ยนแปลงหรือจำกัดข้อมูลการติดต่อ รวมถึงแจ้งเตือนคนรอบข้างเกี่ยวกับความเสี่ยงของแก๊งสแกมเมอร์ ขณะเดียวกัน ผู้เสียหายก็ยอมรับความจริงโดยไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ กรณีที่เผลอกดลิงก์ แชร์ข้อมูลหรือโอนเงินทั้งที่ไม่ควรทำ อย่างไรก็ตาม ระบบการรับเรื่องร้องเรียนและจัดการปัญหากลับยังตามไม่ทัน
รายงานที่สำรวจผู้บริโภคใน 6 ชาติอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย พบว่า ผู้บริโภคราวร้อยละ 8 เคยตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ในบรรดาผู้ที่ตกเป็นเหยื่อดังกล่าว ราวร้อยละ 68 สูญเสียเงินทองให้กับแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งในจำนวนนี้ร้อยละ 82 ไม่ได้รับเงินคืนเลย มีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่ตามเงินกลับมาได้ ในขณะที่ผู้เสียหายร้อยละ 69 แจ้งเหตุหลอกลวงกับหน่วยงานอย่างน้อย 1 แห่ง แต่ราวร้อยละ 45 หรือเกือบครึ่งหนึ่งของเหตุหลอกลวงที่มีการแจ้งดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งนี้ การจะได้เงินคืนหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับปลายทางที่เงินถูกโอนไปมากกว่าหน่วยงานที่ผู้เสียหายติดต่อแจ้งเรื่อง โดยกรณีการตัดเงินผ่านบัตรเครดิตโดยไม่ได้รับอนุญาตมีโอกาสได้รับเงินคืนมากกว่าความเสียหายรูปแบบอื่น ๆ ขณะเดียวกัน กลุ่มมิจฉาชีพก็ปรับเปลี่ยนเทคนิคจากการฉกฉวยเงินจากเหยื่อโดยตรง มาเป็นการโน้มน้าวให้เหยื่อเป็นฝ่ายโอนเงินให้ ซึ่งตามกลับคืนได้ยากที่สุด
สำหรับตัวเลขการตกเป็นเหยื่อแก๊งมิจฉาชีพยังคงทรงตัวในปีนี้ โดยผู้บริโภคในอาเซียนร้อยละ 8 ยอมรับตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากปี 2025 แต่สถานการณ์ของแต่ละประเทศแตกต่างกันไป ในส่วนของไทย มีผู้บริโภคร้อยละ 5 ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา แต่ลดลงจากเมื่อปี 2025 ที่อยู่ที่ร้อยละ 8 เช่นเดียวกับอินโดนีเซียที่ปีนี้อยู่ที่ร้อยละ 5 ลดลงจากร้อยละ 7 ในปีที่แล้ว สวนทางกับแนวโน้มของเวียดนามที่ปีนี้แตะร้อยละ 13 เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่อยู่ที่ร้อยละ 11 น่าสนใจว่า อัตราการตกเป็นเหยื่อแก๊งสแกมเมอร์ในเวียดนามนั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค
นอกจากนี้ ผลกระทบจากการหลอกลวงยังขยายวงกว้างไปไกลกว่าตัวผู้ที่ตกเป็นเหยื่อโดยตรง โดยผู้บริโภคร้อยละ 40 แม้จะไม่เคยถูกหลอกลวง แต่เคยเห็นคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกในครอบครัว เพื่อนฝูง หรือเพื่อนร่วมงาน ตกเป็นเหยื่อ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้พวกเขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง สะท้อนจากการที่ผู้บริโภคในอาเซียนร้อยละ 66 ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากปัญหาการหลอกลวงที่ระบาดไปทั่ว ทั้งจากประสบการณ์ตรงของตนเองหรือบทเรียนจากผู้อื่น ขณะที่ราว 2 ใน 3 ของผู้บริโภคในภูมิภาคนี้ต้องแบกรับความยุ่งยากที่เกิดจากการหลอกลวงของมิจฉาชีพ ซึ่งถือเป็นผลกระทบในวงกว้างที่ไม่ได้สะท้อนแค่จำนวนเหยื่อ
ในแง่ความกังวลพุ่งเกือบแตะระดับสูงสุดแล้ว ผู้บริโภคร้อยละ 96 มีความกังวลเกี่ยวกับการถูกหลอกลวงหรือถูกเจาะระบบเพื่อล้วงข้อมูล ซึ่งเป็นตัวเลขคงที่จากปี 2025 ส่วนผู้บริโภคร้อยละ 82 เชื่อว่าความเสี่ยงต่าง ๆ กำลังเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงมีความกังวลมากกว่าผู้ชาย แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนถึงการตกเป็นเหยื่อจริง เพราะผู้หญิงและผู้ชายมีอัตราการถูกหลอกลวงใกล้เคียงกันมาก อยู่ที่ร้อยละ 8 และร้อยละ 7
ขณะที่ผู้บริโภครู้เท่าทันการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือหลอกลวงมากขึ้น ซึ่ง AI ถูกใช้ในการหลอกลวงแทบทุกรูปแบบ ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 89 ระบุว่าเคยพบเห็นการนำ AI มาใช้หลอกลวง มีเพียงร้อยละ 11 ที่ไม่สามารถระบุได้ว่ามีการใช้ AI ในการหลอกลวง ทั้งนี้ ผู้บริโภคร้อยละ 52 สามารถระบุภาพปลอมที่สร้างจาก AI ส่วนร้อยละ 48 รู้เท่าทันวิดีโอ Deepfake เลียนแบบคนจริง, ร้อยละ 46 รับรู้ประวัติหรือโฆษณาปลอมที่สร้างโดย AI, ร้อยละ 43 รู้ถึงข้อความหรืออีเมลที่สร้างจาก AI, ร้อยละ 42 รับรู้เสียงที่เลียนแบบคนดังหรือเจ้าหน้าที่ และร้อยละ 37 รู้ว่าเป็นแชตบอตตอบโต้การสนทนาแบบสมจริง อย่างไรก็ตาม อัตราการรับรู้การใช้ AI สูงที่สุดในเวียดนามแต่ก็มีผู้ตกเป็นเหยื่อสูงที่สุดในภูมิภาคเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคไม่ได้นิ่งเฉย แต่ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันการหลอกลวงของมิจฉาชีพ หลัก ๆ มี 8 เรื่อง ได้แก่ การเพิ่มความปลอดภัยของบัญชีใช้งานที่นิยมทำมากที่สุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากปีที่แล้ว ตามด้วยการเปลี่ยนแปลงหรือจำกัดข้อมูลการติดต่อ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 ส่วนการติดตั้งหรืออัปเกรดเครื่องมือรักษาความปลอดภัย เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 สำหรับการแจ้งเหตุหลอกลวงหรือเตือนผู้อื่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบความเคลื่อนไหวของบัญชี ลดการซื้อสินค้าออนไลน์ การโทรกลับหาบริษัทผ่านหมายเลขทางการ แต่สัดส่วนของผู้บริโภคที่ไม่ได้เพิ่มการป้องกันใด ๆ ลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ 8 เหลือร้อยละ 7 ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าผู้คนให้ความสำคัญกับการป้องกันตัวเองจากเหล่าสแกมเมอร์มากขึ้น
แม้ว่าผู้บริโภคจะมีความตระหนักและพยายามจัดการกับปัญหาหลอกลวงที่เกิดขึ้น แต่ประสิทธิภาพในการแจ้งเหตุและการแก้ไขปัญหากลับไม่ได้ดีขึ้นตามไปด้วย สะท้อนจากการที่ผู้เสียหายถึงร้อยละ 68 ต้องสูญเสียเงินทองเมื่อตกเป็นเหยื่อแก๊งต้มตุ๋น และส่วนใหญ่พยายามขอความช่วยเหลือ โดยร้อยละ 69 หรือคิดเป็น 7 ใน 10 แจ้งเหตุไปยังหน่วยงานต่าง ๆ อย่างน้อย 1 แห่ง และช่องทางที่เลือกใช้ก็หลากหลาย ราวร้อยละ 36 แจ้งสถาบันการเงิน ส่วนร้อยละ 36 แจ้งตำรวจ, ร้อยละ 32 แจ้งแพลตฟอร์มดิจิทัล และร้อยละ 19 แจ้งผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ นี่จึงสะท้อนว่าผู้บริโภคไม่ได้นิ่งนอนใจ
แต่การติดตามเงินคืนกลับไม่ประสบความสำเร็จ มีเพียงร้อยละ 10 ที่ได้รับเงินคืน ขณะที่ความเสียหายไม่ได้มีเพียงเรื่องเงินเท่านั้น เหยื่อต้องเผชิญกับความทุกข์ใจหรือผลกระทบทางอารมณ์จากการถูกโกง ร้อยละ 39 ระบุถึงภาระในแง่เวลาและความพยายามที่ต้องแก้ไขปัญหา และร้อยละ 38 ยังคงมีความวิตกกังวลหรือสูญเสียความมั่นใจ กรณีที่ไม่ได้รับการแก้ไขจะส่งผลกระทบต่อผู้เสียหายอย่างยาวนาน
เมื่อพิจารณาถึงเหตุหลอกลวงเกือบครึ่งหนึ่งที่ไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหานี้เกิดขึ้นในแทบทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อย่างกรณีที่ผู้เสียหายแจ้งเหตุกับสถาบันการเงิน ร้อยละ 52 สามารถแก้ปัญหาได้เพียงร้อยละ 19 ส่วนร้อยละ 51 ที่แจ้งเหตุกับตำรวจ สามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จร้อยละ 30
จากมุมมองของผู้บริโภค ไม่มีหน่วยงานใดที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ในสัดส่วนที่สูง ภาระในการทำให้มีความคืบหน้าตกอยู่กับตัวผู้เสียหาย ซึ่งต้องใช้ความพยายามและความมุ่งมั่นในการเข้าถึงหน่วยงานเพื่อจัดการปัญหา สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่าเกิดจากการไม่แจ้งเหตุ สิ่งที่ขาดหายไป คือ กลไกที่ช่วยให้ข้อมูลจากการแจ้งเหตุเพียงครั้งเดียวสามารถส่งต่อไปยังทุกหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหา
การหลอกลวงยังทำให้เกิดต้นทุนเพิ่มเติมที่ตกเป็นภาระของภาคธุรกิจด้วย เพราะผู้บริโภคจะไม่เปิดให้ผู้อื่นติดต่อได้ง่าย ทั้งการเปลี่ยนเบอร์โทร. การไม่รับสายโทรศัพท์และลิงก์จากหมายเลขที่ไม่รู้จัก ลดการทำธุรกรรมออนไลน์ ประกอบกับการใช้เทคนิค AI ก็ทำให้ผู้บริโภคระวังตัวมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ อาทิ การขายสินค้าออนไลน์ หากไม่เร่งแก้ไขก็จะกระทบต่อความน่าเชื่อถือและเศรษฐกิจโดยรวม
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
