ยุโรปเดือด! "แว่น AI" พ่นพิษ ถูกมองเครื่องมือโรคจิต

ยุโรปกำลังเผชิญแรงกดดันให้เร่งควบคุมแว่นอัจฉริยะติดกล้อง หลังปรากฏคลิปเด็กหญิงและผู้หญิงที่ถูกบันทึกภาพโดยไม่รู้ตัว ก่อนถูกนำไปเผยแพร่บนโลกออนไลน์ จุดกระแสเรียกร้องให้สั่งห้ามจำหน่ายอุปกรณ์ที่ถูกวิจารณ์ว่า อาจเปลี่ยนพื้นที่สาธารณะให้กลายเป็นพื้นที่เฝ้าระวังตลอดเวลา
แว่นอัจฉริยะรุ่นใหม่สามารถถ่ายภาพ บันทึกวิดีโอ รับโทรศัพท์ ฟังเพลง แปลภาษา และเชื่อมต่อกับผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ได้ โดยผู้ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงอาจแยกไม่ออกว่าอุปกรณ์กำลังบันทึกภาพอยู่หรือไม่
ตลาดแว่น AI กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว หลังบริษัทเทคโนโลยีมองว่าแว่นตาอาจเป็นแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์ยุคถัดไปต่อจากสมาร์ตโฟน โดย Meta พัฒนาแว่นอัจฉริยะร่วมกับ EssilorLuxottica เจ้าของแบรนด์ Ray-Ban และทำยอดขายได้ประมาณ 7 ล้านคู่ในปี 2025 เพิ่มขึ้นอย่างมากจากยอดรวมราว 2 ล้านคู่ ในช่วงปี 2023-2024 ขณะที่ Google และ Snap กำลังเตรียมนำแว่น AI รุ่นใหม่ออกสู่ตลาดเช่นกัน
แต่การเติบโตของอุตสาหกรรมกำลังมาพร้อมความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ โดยเฉพาะหลังมีรายงานว่า Meta กำลังพัฒนาระบบจดจำใบหน้าสำหรับใช้กับแว่น ซึ่งอาจทำให้ผู้สวมใส่สามารถระบุตัวบุคคลที่พบในพื้นที่สาธารณะได้แบบเรียลไทม์
กรณีหนึ่งในอังกฤษ เด็กหญิงวัย 17 ปีเปิดเผยว่า ถูกชายคนหนึ่งเข้ามาพูดคุยพร้อมลอบบันทึกภาพผ่านแว่นอัจฉริยะ
เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งทำให้สื่ออังกฤษเรียกอุปกรณ์ประเภทนี้ว่า "แว่นแอบถ่าย" และตั้งคำถามว่า ไฟแอลอีดีขนาดเล็กที่ใช้แจ้งเตือนขณะบันทึกภาพเพียงพอสำหรับคุ้มครองบุคคลอื่นหรือไม่
Meta ระบุว่าได้ปรับปรุงระบบเพื่อป้องกันการปิดบังหรือดัดแปลงไฟแจ้งเตือน และหากมีการบดบังไฟ กล้องจะไม่สามารถทำงานได้ อย่างไรก็ตาม นักรณรงค์มองว่า ผู้ที่ถูกบันทึกภาพอาจยังสังเกตไฟไม่ทัน หรือไม่รู้ว่าข้อมูลกำลังถูกจัดเก็บและส่งไปที่ใด
ล่าสุด กรุงออสโลของนอร์เวย์สั่งห้ามใช้แว่นอัจฉริยะในโรงเรียน พร้อมพิจารณากฎควบคุมเพิ่มเติม รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะห้ามฟังก์ชันจดจำใบหน้าในพื้นที่สาธารณะ ส่วนหน่วยงานคุ้มครองข้อมูลของฝรั่งเศสเตือนให้ประชาชนใช้อุปกรณ์ดังกล่าวด้วยความระมัดระวัง
ด้านสหภาพยุโรปกำลังรอรายงานจากคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลแห่งยุโรป ซึ่งจะประเมินว่าแว่นอัจฉริยะได้รับการยอมรับทางสังคมเพียงใด ก่อนนำไปใช้ประกอบการพิจารณาของรัฐสภายุโรป ขณะที่สมาชิกรัฐสภาบางส่วนเสนอให้ระงับการจำหน่าย จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าอุปกรณ์มีมาตรการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวอย่างเพียงพอ
ส่วนในอังกฤษและไอร์แลนด์ กลุ่ม Stop Smart Glasses เปิดแคมเปญเรียกร้องให้ร้านค้าหยุดจำหน่าย พร้อมยื่นคำร้องต่อรัฐสภาอังกฤษ ล่าสุดมีผู้สนับสนุนประมาณ 9,464 รายชื่อ ใกล้แตะเกณฑ์ 10,000 รายชื่อที่รัฐบาลต้องออกคำตอบอย่างเป็นทางการ ส่วนหากถึง 100,000 รายชื่อ จะได้รับการพิจารณาเพื่อนำเข้าสู่การอภิปรายในรัฐสภา ข้อถกเถียงครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องคุณสมบัติของสินค้า แต่เป็นบททดสอบสำคัญว่า อุตสาหกรรมเทคโนโลยีจะออกแบบอุปกรณ์สวมใส่ให้ก้าวหน้า โดยไม่ทำให้สิทธิในใบหน้า ข้อมูลส่วนบุคคล และความเป็นส่วนตัวของคนรอบข้างต้องหายไปได้อย่างไร
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
