คนไทยตกเป็นเหยื่อภัยไซเบอร์มือถือมากสุดในอาเซียน

ภัยไซเบอร์บนมือถือกำลังเปลี่ยนรูปแบบ จากเดิมที่อาชญากรไซเบอร์อาจโจมตีผู้ใช้งานจำนวนมาก กลายเป็นการเลือกเจาะเหยื่อรายบุคคลอย่างต่อเนื่องและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยปรับวิธีหลอกให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้ใช้ในแต่ละประเทศ และสอดคล้องกับโลกยุค Mobile-First ที่คนใช้สมาร์ตโฟนทำธุรกรรมและใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น
รายงานล่าสุดจากแคสเปอร์สกี้ ระบุว่า ในไตรมาสแรกปีนี้มีการตรวจพบภัยคุกคามบนมือถือเฉลี่ยต่อผู้ใช้งานที่ได้รับผลกระทบใน 8 ตลาดเอเชียแปซิฟิก เพิ่มขึ้นถึง 49% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากเฉลี่ย 4.9 ครั้ง เป็น 7.3 ครั้งต่อคน แม้จำนวนผู้ใช้งานที่ได้รับผลกระทบโดยรวมจะมีแนวโน้มลดลงก็ตาม
และประเทศไทยถือเป็นตลาดที่มีความกระจุกตัวของการโจมตีสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพบภัยคุกคามเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า เป็น 2,494 ครั้ง ขณะที่จำนวนผู้ได้รับผลกระทบลดลง พูดง่ายๆ คือ คนที่ตกเป็นเป้าหมายอาจมีจำนวนลดลง ่แต่คนกลับถูกโจมีซ้ำและถี่ขึ้น
รูปแบบที่พบมากขึ้นยังคงเป็นกลโกงผ่านลิงก์ฟิชชิง เว็บไซต์ปลอม โปรโมชั่นปลอม โฆษณาที่แฝงมัลแวร์ และแบบสำรวจหลอกลวง โดยลิงก์อันตรายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในอีเมล แต่แพร่ผ่าน SMS แอปส่งข้อความ โซเชียลมีเดีย การรับสมัครงานปลอม ไปจนถึงกิจกรรมแจกคริปโทเคอร์เรนซี
ที่น่ากังวลคือ สแกมเมอร์กำลังใช้ AI เข้ามาช่วยเพิ่มความแนบเนียน ทั้งการเขียนข้อความปลอม การสร้างหรือเลียนแบบเสียง และการทำภาพหรือวิดีโอ Deepfake เพื่อปลอมตัวเป็นคนที่เหยื่อไว้วางใจ โดยพบว่า เหยื่อการหลอกลวงผ่านแอปส่งข้อความ 66% เชื่อว่า AI ถูกนำมาใช้ในการโจมตี โดย 42% พบข้อความที่เขียนด้วย AI 31% พบการปลอมแปลงเสียง และ 25% พบภาพหรือวิดีโอ Deepfake
ที่สำคัญกว่า 52% ของกลโกงที่ประสบความสำเร็จ สามารถจบกระบวนการตั้งแต่เริ่มติดต่อเหยื่อจนถึงการโอนเงินหรือส่งข้อมูลส่วนตัวได้ภายในเวลาไม่ถึง 30 นาที ดังนั้นภัยไซเบอร์ในยุคนี้อาจไม่ได้มาในรูปแบบที่ดูผิดปกติอีกต่อไป แต่อาจมาเป็นข้อความที่เขียนอย่างสมจริง เสียงของคนรู้จัก หรือโปรโมชั่นที่ดูน่าเชื่อถือ และยิ่ง AI ทำให้การปลอมแปลงทำได้ง่ายขึ้น การตรวจสอบก่อนกดลิงก์ ก่อนให้ข้อมูล หรือก่อนโอนเงิน จึงกลายเป็นขั้นตอนสำคัญที่ผู้ใช้มือถือไม่ควรมองข้าม
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
