เปิดสถิติภัยไซเบอร์ “Gen Z” เหยื่อมิจฉาชีพเบอร์หนึ่ง สแกมเมอร์ข้ามแดนเจาะเป้านักศึกษา

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดสถิติอาชญากรรมออนไลน์ในรอบสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม-5 กันยายน 2569 พบมีการรับแจ้งคดีผ่านระบบ Thaipoliceonline จำนวน 5,863 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 241 ล้านบาท
เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า ระหว่างวันที่ 23-29 สิงหาคม จำนวนคดีเพิ่มขึ้น 84 คดี แต่ความเสียหายลดลงกว่า 19 ล้านบาท
ตัวเลขที่น่าจับตาไม่ใช่เพียงจำนวนคดี แต่คือ กลุ่มอายุของผู้เสียหาย เพราะข้อมูลยังคงพบว่า คนอายุ 21-30 ปี หรือกลุ่ม Gen Z เป็นกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อสูงสุด และเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายเดือน
Gen Z ครองแชมป์เหยื่อ 3 คดี
เมื่อแยกประเภทคดี พบว่ากลุ่มอายุ 21-30 ปีติดอันดับผู้เสียหายสูงสุดใน 3 รูปแบบคดี ได้แก่
อันดับ 1 การหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ
อันดับ 2 การหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น
อันดับ 3 การหลอกลวงด้านการจ้างงาน
ขณะที่เมื่อพิจารณาตามเพศ พบว่า ผู้หญิงยังตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย
ซื้อขายออนไลน์ยังหลอกได้มากที่สุด
ในบรรดาคดีที่รับแจ้งทั้งหมด การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการยังมีจำนวนสูงสุดถึง 4,349 คดี หรือคิดเป็น 74.2% ของคดีทั้งหมด
แต่หากวัดกันที่ “มูลค่าความเสียหาย” อันดับหนึ่งกลับเป็นการ หลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น ซึ่งสร้างความเสียหายกว่า 69 ล้านบาท หรือ 28.7% ของความเสียหายทั้งหมด
จังหวัดที่ได้รับแจ้งความมากที่สุด
1.กรุงเทพมหานคร มีการแจ้งความไว้ 108 คดี มูลค่าความเสียหาย 75.9 ล้านบาท
2.นนทบุรี มีการแจ้งความไว้ 27 คดี มูลค่าความเสียหาย 2.5 ล้านบาท
3.เชียงใหม่ มีการแจ้งความไว้ 25 คดี มูลค่าความเสียหาย 1.8 แสนบาท
เคสล่าสุดนักศึกษาถูกล็อกเป้า ใช้จิตวิทยาข่มขู่ สูญ 8 แสน
หนึ่งในกรณีที่สะท้อนรูปแบบการหลอกลวงที่ใช้จิตวิทยาเข้าควบคุมเหยื่อ คือกรณีนักศึกษาหญิงวัย 19 ปี จากมหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงเทพฯ ซึ่งถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกจนสูญเงินกว่า 800,000 บาท และกำลังจะถูกหลอกให้ขอเงินจากครอบครัวเพิ่มอีก 1 ล้านบาท
เจ้าหน้าที่ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้รับการประสานจากตำรวจภูธรภาค 9 หลังผู้ปกครองเข้าแจ้งเหตุว่า บุตรสาวกำลังถูกมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงิน จึงประสานเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือภายในห้องพักย่านพญาไท
ทันทีที่เจ้าหน้าที่แสดงตัว นักศึกษาหญิงรายดังกล่าวถึงกับร้องไห้อย่างหนัก เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาปลอบประโลมจนสงบ ก่อนสอบถามและพบว่าเธอตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกมิจฉาชีพควบคุมทางจิตใจ
กลโกงเริ่มจากการอ้างว่า นักศึกษาหญิงได้รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ แต่เมื่อตรวจสอบข้อมูลกลับพบว่าเธอมีคดีติดตัว จากนั้นมิจฉาชีพได้โอนสายไปยัง “ตำรวจปลอม” ก่อนใช้การข่มขู่และกดดัน สั่งให้เก็บเรื่องทั้งหมดเป็นความลับ และให้โอนเงินเพื่อใช้ตรวจสอบความบริสุทธิ์
ด้วยความหวาดกลัว นักศึกษาหญิงจึงโทรศัพท์ไปหาผู้ปกครองและกุเรื่องเพื่อขอเงิน ก่อนถอนเงินนำไปส่งมอบให้มิจฉาชีพ รวมความเสียหายเบื้องต้นกว่า 800,000 บาท
ขณะเดียวกัน มิจฉาชีพยังสั่งให้เธอโทรศัพท์ไปขอเงินจากพ่อแม่เพิ่มอีก 1 ล้านบาท แต่เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือได้ทันก่อนที่ความเสียหายจะขยายวงกว้าง
หลังช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ได้ประสานญาติเข้ารับตัวนักศึกษาหญิงกลับ พร้อมแนะนำให้รวบรวมพยานหลักฐานและเข้าแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย
สแกมเมอร์ข้ามแดน เจาะเป้านักศึกษา
จากข้อมูลการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดนยังพบเครือข่ายสแกมเมอร์ที่มีฐานปฏิบัติการใน สปป.ลาว ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) รับตัวคนไทยที่ถูกส่งกลับจาก สปป.ลาว จำนวน 89 คน และผู้ไม่มีสัญชาติอีก 3 คน
จากการสอบสวน ทั้งหมดให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่าเดินทางไปทำงานเป็นสแกมเมอร์ที่เรือนพักคำพู บ้านสามเหลี่ยมคำ เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 2 สำนักงาน
สำนักงานแรกทำหน้าที่คอลเซ็นเตอร์ แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่เครือข่ายโทรศัพท์ และ ตำรวจ สภ.นางรอง โดยกำหนด นักศึกษาเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมาย
ส่วนสำนักงานที่สองทำหน้าที่หลอกลวงในรูปแบบ “รักหลอกลงทุน” หรือ Hybrid Scam ซึ่งใช้ความสัมพันธ์และความไว้วางใจเป็นเครื่องมือก่อนชักจูงให้เหยื่อลงทุน
ผู้ที่เกี่ยวข้องถูกดำเนินคดีในความผิดฐานฉ้อโกงทรัพย์ทางโทรศัพท์ ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย และความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานฯ
เตือนนักศึกษา อย่าหลงเชื่อ “ตำรวจปลอม” แนะวิธีสังเกต
ACSC เตือนนักศึกษาและประชาชนให้ระมัดระวังมิจฉาชีพที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะตำรวจ ปปง. และ DSI เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตัวจริง จะไม่มีการโทรศัพท์มาข่มขู่หรือดำเนินคดีผ่านโทรศัพท์ และจะไม่ส่งเอกสารราชการ หมายจับ หรือหมายเรียกผ่านไลน์
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่รัฐจริงจะไม่มีการวิดีโอคอลเพื่อสอบสวน ขอข้อมูล หรือควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย รวมถึง ไม่มีการบังคับให้โอนเงิน หรือนำทรัพย์สินไปส่งมอบเพื่อใช้ตรวจสอบความบริสุทธิ์
ดังนั้น หากพบว่ามีผู้โทรศัพท์มาอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมข่มขู่เรื่องคดี บังคับให้เก็บเรื่องเป็นความลับ หรือสั่งให้โอนเงิน ให้ถือเป็นสัญญาณอันตรายและหยุดการดำเนินการทันที
เช่นเดียวกับกรณีผู้ที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่เครือข่ายโทรศัพท์ สถาบันการเงิน หรือธนาคาร แล้วแจ้งว่าเบอร์โทรศัพท์หรือบัญชีของเรามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด หากได้รับสายลักษณะนี้และไม่แน่ใจ ควรวางสายและติดต่อกลับไปยังหน่วยงานต้นทางผ่านช่องทางทางการเพื่อยืนยันข้อมูลด้วยตัวเอง
พ่อแม่ต้องจับตา หากลูกเริ่ม “ผิดปกติ”
สำหรับผู้ปกครอง สิ่งสำคัญคือการหมั่นสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลาน โดยเฉพาะหากเริ่ม เก็บตัว ปลีกตัวจากครอบครัว หรือมีพฤติกรรมผิดปกติ รวมถึงกรณีที่จู่ ๆ มีการขอเงินจำนวนมาก โดยอ้างว่าเป็นค่าเทอม ค่าประกัน หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขอทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ
อย่าเพิ่งโอนเงินตามคำขอทันที แต่ควรตรวจสอบกลับไปยังมหาวิทยาลัย เจ้าของทุน หรือหน่วยงานที่ถูกกล่าวอ้างโดยตรงก่อน หากสงสัยว่ากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับมิจฉาชีพ สามารถขอคำปรึกษาหรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ หรือโทรสายด่วน ศูนย์ AOC 1441 ได้ทันที
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
