“สแกมเมอร์” ภัยร้ายยุคดิจิทัล ยังน่ากังวล

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC โดย “ดร.กมลมาลย์ แจ้งล้อม” ประเมินสถานการณ์ “Scammer ภัยร้ายใกล้ตัวในชีวิตดิจิทัลของคนไทย” ว่าอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือภัยสแกมเมอร์ ในไทยยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวล สะท้อนจากจำนวนการถูกหลอกลวงโดยสแกมเมอร์ที่ยังอยู่ในระดับสูง
โดยในช่วงเดือนมกราคม - กรกฎาคมที่ผ่านมา ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (Anti Cyber Scam Center) สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับแจ้งเหตุอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแล้วมากกว่า1.9 แสนเคส มูลค่าความเสียหายรวมสูงถึง 9.35 พันล้านบาท ซึ่งแม้แนวโน้มจำนวนการรับแจ้งเหตุจะลดลงจากปี 2025 ที่เฉลี่ยราว 1,040 เคสต่อวันมาอยู่ที่ 902 เคสต่อวัน แต่ถือว่าจำนวนการรับแจ้งเหตุเฉลี่ยยังอยู่ในระดับสูง แม้ภาครัฐจะเร่งปราบปรามอย่างจริงจังและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประชาชนเริ่มรู้เท่าทันกลลวงของเหล่าสแกมเมอร์มากขึ้น
แต่ระดับความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยียังคงอยู่ในระดับสูง อีกทั้ง สแกมเมอร์ยังปรับเปลี่ยนกลวิธีและรูปแบบการหลอกลวงให้แยบยลและซับซ้อนมากขึ้นซึ่งยากต่อการปราบปรามให้ทันท่วงที
ปัจจุบันปัญหาการหลอกลวงผ่านการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ยังค่อนข้างวิกฤต จากสถิติการรับแจ้งเหตุการหลอกลวงของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์พบว่า ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา การหลอกลวงผ่านการซื้อสินค้าและบริการเป็นรูปแบบการหลอกลวงที่มีจำนวนการรับแจ้งเหตุสูงสุดถึง 1.39 แสนเคส หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 73 ของจำนวนที่ได้รับแจ้งทั้งหมด ตามด้วยการหลอกลวงเพื่อการจ้างงานหรือหารายได้พิเศษ 1.7 หมื่นเคส (ร้อยละ 10) และการหลอกลวงด้วยการแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น/เจ้าหน้าที่ 1.2 หมื่นเคส (ร้อยละ 6)
โดยทั้ง 3 รูปแบบรวมกันคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 90 และล้วนเป็นกับดักการหลอกลวงที่สแกมเมอร์ใช้กลไกทางจิตวิทยาให้ผู้เสียหายโอนเงินหรือส่งมอบทรัพย์สินด้วยความสมัครใจ
ขณะที่กรณีฟิชชิ่งและโจมตีทางเทคนิคจากการถูกเจาะระบบหรือขโมยข้อมูลมีสัดส่วนการรับแจ้งเหตุต่ำกว่าร้อยละ 1 และจำนวนการรับแจ้งเหตุลดลงอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนถึงระบบป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ในปัจจุบันที่มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดยหากพิจารณาช่องทางการถูกหลอกลวง พบว่า ทางศูนย์ฯ ได้รับแจ้งการถูกหลอกลวงผ่านโซเชียลมีเดีย (เช่น Facebook, TikTok,Instagram, Line) ในสัดส่วนสูงมากที่สุด (ร้อยละ 72) เนื่องจากเป็นช่องทางที่สามารถเข้าถึงผู้คนได้ง่าย รวดเร็ว และเป็นส่วนหนึ่งของการใช้งานในชีวิตประจำวัน จึงทำให้ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียมีโอกาสตกเป็นเป้าหมายของสแกมเมอร์ได้ง่าย
SCB EIC มองว่าคนไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากภัยสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง โดยในมุมมองผู้บริโภคจากผลสำรวจ SCB EIC Consumer survey “When Life Goes Digital : เทคโนโลยีดิจิทัลมีผลต่อชีวิตคุณอย่างไร?” พบว่า มี 4 ประเด็นสำคัญที่สะท้อนมุมมองของผู้บริโภคไทยต่อภัยสแกมเมอร์
ประเด็นแรก ทุกวันนี้คนไทยยังเผชิญกับความพยายามหลอกลวงจากสแกมเมอร์ แต่ที่น่ากังวลคือราว 1 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสอบถามเคยได้รับความเสียหายจากสแกมเมอร์มาแล้ว โดยรูปแบบที่พบมากที่สุดคือการหลอกให้ซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 39 นอกจากนี้ ยังพบความเสียหายจากการถูกตัดบัตรเครดิตโดยไม่ได้รับอนุญาตในสัดส่วนร้อยละ 30 ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการ ถูกกลุ่มสแกมเมอร์เข้ามาแฮกข้อมูลจากร้านค้าหรือเว็บไซต์ที่เคยผูกบัตรเครดิตไว้ หรือการทำบัตรเครดิตสูญหาย แล้วผู้อื่นนำไปใช้
ประเด็นที่สอง ความเสียหายจากการตกเป็นเหยื่อของสแกมเมอร์ ในหลายกรณียังคงไม่ได้รับการแก้ไขหรือเยียว โดยผู้ได้รับความเสียหายมากกว่าครึ่ง (ร้อยละ 56) ยังระบุว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการถูกหลอกลวงจากสแกมเมอร์ไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยา หรือไม่ได้รับเงินคืนจากเหตุที่เกิดขึ้น
โดยกรณีที่ไม่ได้รับการแก้ไขส่วนใหญ่เป็นการซื้อสินค้าและบริการแล้วไม่ได้รับสินค้า ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 77 ใกล้เคียงกับกรณีการถูกหลอกให้โอนเงินจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (ร้อยละ 76) ตามด้วยการถูกหลอกให้ลงทุน (ร้อยละ 69)
ในทางกลับกัน ความเสียหายจากการถูกตัดบัตรเครดิตโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นกรณีที่มีแนวโน้มได้รับการแก้ไขทั้งหมดหรือแก้ไขบางส่วนในสัดส่วนค่อนข้างสูง (ร้อยละ 79) ซึ่งสะท้อนถึงกลไกของสถาบันการเงินที่สามารถ ตรวจสอบและระงับธุรกรรมที่ผิดปกติได้อย่างทันท่วงที
ประเด็นที่สาม ความกังวลต่อภัยสแกมเมอร์ส่งผลให้คนไทยหันไปซื้อสินค้าและบริการบนแพลตฟอร์มออนไลน์รายใหญ่หรือช่างทางแบรนด์ทางการมากขึ้น
โดยผู้บริโภคกว่าร้อยละ 79 เลือกซื้อสินค้าและบริการเฉพาะบนแพลตฟอร์ม e-Commerce ขนาดใหญ่ที่มีความน่าเชื่อถือหรือซื้อสินค้าและบริการผ่านแพลตฟอร์มทางการของแบรนด์โดยตรงเพื่อเพิ่มความมั่นใจในคุณภาพสินค้าและความปลอดภัยของการทำธุรกรรมทางการเงิน
ขณะที่การซื้อสินค้าและบริการออนไลน์กับร้านค้าขนาดเล็ก-กลาง ผู้บริโภคเกือบครึ่ง (ร้อยละ 49) จะให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของร้านค้าเป็นหลัก โดยมักพิจารณาข้อมูลร้านค้า ประวัติการดำเนินงาน และรีวิวจากผู้ใช้งานรายอื่นก่อนตัดสินใจ และราวร้อยละ 30 หลีกเลี่ยงการผูกบัตรเครดิตหรือผูกข้อมูลบัญชีธนาคารกับแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกเข้าถึงข้อมูลทางการเงินโดยไม่ได้รับอนุญาต
และประเด็นที่สี่ ร้านค้าที่ให้ข้อมูลครบถ้วนและตรวจสอบได้รวมถึงได้รับการรับรองจากแพลตฟอร์มมีส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค
โดยผลสำรวจของ SCB EIC ยังพบว่า ผู้บริโภคถึงร้อยละ 72 ให้ความสำคัญกับร้านค้าที่มีข้อมูลครบถ้วน ชัดเจน และตรวจสอบได้ ซึ่งรวมถึงข้อมูลผู้ขาย ช่องทางการติดต่อ หรือประวัติการดำเนินธุรกิจ ในขณะเดียวกันร้อยละ 58 ของผู้บริโภคเชื่อมั่นในตราสัญลักษณ์รับรองร้านค้าที่ออกโดยแพลตฟอร์ม ซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องยืนยันว่าร้านค้าดังกล่าวได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ ร้อยละ 45 ยังใช้ข้อมูลจากการรีวิวของผู้ซื้อสินค้าจริงมาเป็นส่วนประกอบในการตัดสินใจ โดยมองว่าข้อมูลจากประสบการณ์ตรงช่วยสะท้อนคุณภาพสินค้าและความน่าเชื่อถือของร้านค้าได้
SCB EIC ระบุว่า การจัดการกับสแกมเมอร์ให้ลดลงหรือหมดไปนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายโดยเฉพาะการหลอกลวงจากการซื้อสินค้าและบริการที่จำนวนผู้ได้รับความเสียหายยังอยู่ในระดับสูง
โดยปัจจุบันผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม e-Commerce ต่างยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและสร้างกลไกคุ้มครองผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องทั้งการใช้เทคโนโลยี AI ในการตรวจจับสแกมเมอร์ที่แฝงตัวเข้ามา การคัดกรองร้านค้าอย่างเข้มงวด ตลอดจนการสร้างกลไกคุ้มครองผู้บริโภคอย่างการชะลอการจ่ายเงินให้ร้านค้าจนกว่าผู้ซื้อจะยืนยันการได้รับสินค้า
ขณะเดียวกัน ร้านค้าที่ต้องการขยายช่องทางการขายสู่ตลาดออนไลน์ก็ควรให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น
1. การให้ข้อมูลอย่างครบถ้วนและตรวจสอบได้ ครอบคลุมทั้งข้อมูลร้านค้า รายละเอียดสินค้า เงื่อนไขการสั่งซื้อ การรับประกันสินค้า ตลอดจนการแสดงรีวิวจากผู้ใช้จริง รวมถึงระบบบริการลูกค้าที่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ
2. การกำหนดนโยบายคุ้มครองผู้บริโภคที่โปร่งใสและเป็นธรรม เช่น เงื่อนไขการรับประกันความพึงพอใจในสินค้าและบริการ การคืนเงิน/เปลี่ยนสินค้า/การชดเชยเมื่อสินค้าเกิดปัญหา
และ 3. การนำเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยมาใช้ เช่น ระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงการเลือกใช้ระบบชำระเงินที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคในทุกขั้นตอนการซื้อสินค้า
ในขณะเดียวกัน ภาครัฐได้กำหนดให้การปราบปรามสแกมเมอร์เป็น “วาระแห่งชาติ” และเร่งดำเนิน มาตรการเชิงรุกในหลายมิติ อาทิ การสกัดกั้นเครือข่ายสแกมเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดน การยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ การอายัดบัญชีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลสแกมเมอร์
อย่างไรก็ดี ภาครัฐอาจพิจารณามาตรการเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามสแกมเมอร์ อย่างเช่น
1. การออกกฎหมายที่เข้มงวดและครอบคลุมมากขึ้น ด้วยการขยายกรอบกฎหมายเพิ่มความรับผิดชอบให้แก่ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องผ่านการกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนในกรณีที่ละเลยมาตรการป้องกันการฉ้อโกง หรือระบบรักษาความปลอดภัยไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอจนเปิดช่องให้สแกมเมอร์สร้างความเสียหายแก่ผู้บริโภค
2. การยกระดับการบูรณาการข้อมูลและความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ผ่านการจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่ภาครัฐ สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการรับมือปัญหาสแกมเมอร์ รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการตรวจจับและระงับภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงทีแบบเรียลไทม์
และ 3. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการป้องกันและแจ้งเตือนภัย อย่างการนำเทคโนโลยี AI และการวิเคราะห์ข้อมูลมาใช้พัฒนาเครื่องมือป้องกันภัยให้แก่ประชาชน เช่น ระบบหรือแอปพลิเคชันแจ้งเตือนภัยสแกมเมอร์ระดับชาติที่จะช่วยลดโอกาสที่ประชาชนจะตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงจากเหล่าสแกมเมอร์ได้
ทั้งนี้สแกมเมอร์ยังคงเป็นภัยร้ายที่แทรกซึมอยู่ในชีวิตดิจทัลของคนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัย ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและพฤติกรรมการใช้งานออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นในการหลอกลวงจนนาไปสู่ความเสียหายในวงกว้าง ปัญหาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ และภาคธุรกิจเพื่อยกระดับมาตรการป้องกันและสร้างความปลอดภัยในสังคมดิจิทัลไทย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
