"ไทย" เจอสแกมเมอร์ป่วน! 7 เดือนสูญ 9,300 ล้าน

ปัญหาการหลอกลวงของแก๊งสแกมเมอร์ยังคงสร้างความน่ากังวลต่อเนื่อง เอสซีบี อีไอซี (SCB EIC) ระบุว่า คนไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากภัยสแกมเมอร์ในหลายรูปแบบ เห็นได้จากข้อมูลของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ที่พบว่า ช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม ถึงกรกฎาคม 2026) มีการแจ้งเหตุอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือเหตุจากภัยสแกมเมอร์เป็นจำนวนกว่า 190,000 เคส เป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 9,300 ล้านบาท เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 902 เคส แม้จะลดลงจากปีก่อนที่มีการแจ้งเหตุเฉลี่ย 1,040 เคสต่อวัน แต่จำนวนดังกล่าวยังถือว่าอยู่ในระดับสูง
ทั้งพบว่า เป็นการหลอกลวงผ่านการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์สูงที่สุด ซึ่งทางศูนย์ได้รับการแจ้งเหตุจำนวนกว่า 139,000 เคส หรือร้อยละ 73 ของจำนวนรับแจ้งเหตุทั้งหมด ขณะที่ โซเชียล มีเดีย เป็นแพลตฟอร์มหลักที่สแกมเมอร์ใช้เป็นช่องทางเข้าถึงเป้าหมาย ส่งผลให้ผู้ใช้งานมีความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อเพิ่มขึ้น
ผลการสำรวจผู้บริโภค ยังพบว่า 1 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสอบถาม เคยได้รับความเสียหายจากสแกมเมอร์มาแล้ว และรูปแบบที่พบมากที่สุด คือการหลอกให้ซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ และมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้เสียหาย ยังไม่ได้รับการแก้ไขหรือเยียวยาทั้งในกรณีซื้อสินค้าและบริการแล้วไม่ได้รับสินค้า และการถูกหลอกให้โอนเงินจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์
ในทางกลับกัน ความเสียหายจากกรณีการถูกตัดบัตรเครดิตโดยไม่ได้รับอนุญาตมีแนวโน้มได้รับการแก้ไขค่อนข้างสูง สะท้อนถึงกลไกของสถาบันการเงินที่สามารถตรวจสอบและระงับธุรกรรมที่ผิดปกติได้อย่างทันท่วงที
เอสซีบี อีไอซี ระบุด้วยว่า ที่ผ่านมาภาครัฐได้ออกมาตรการเชิงรุกหลายด้าน เช่น การสกัดกั้นเครือข่ายสแกมเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดน การยกระดังความร่วมมือระหว่างประเทศ การอายัดบัญชีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลสแกมเมอร์
และอาจพิจารณาเพิ่มเติมถึงมาตรการอื่น ๆ ในการป้องกันและปราบปราม ทั้งออกกฎหมายที่เข้มงวดและครอบคลุมมากขึ้น, ยกระดับการบูรณาการข้อมูลและความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการป้องกันและแจ้งเตือนภัย
ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูล พบว่าภาครัฐของไทยเดินหน้าออกมาตรการและกฏหมาย เพื่อยกระดับการรับมือกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ล่าสุด คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (คธอ.) กำหนดให้ ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ ต้องตรวจสอบและยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณาทุกรายก่อนการเผยแพร่โฆษณาบนแพลตฟอร์ม
รวมถึงต้องจัดเก็บข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อย 90 วัน โดยมีผลบังคับใช้กับทุกแพลตฟอร์มที่ให้บริการในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569
มาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อ สกัดมิจฉาชีพและลดการใช้โฆษณาออนไลน์เป็นช่องทางหลอกลวงประชาชนเป็นสำคัญ
ด้านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีฯ ก็อยู่ระหว่างพิจารณาร่างหลักเกณฑ์ เพื่อยกระดับปราบปรามบัญชีม้า คือเมื่อระบุตัวเจ้าของบัญชีได้ ก็จะระงับธุรกรรมทุกบัญชีในทุกธนาคาร ขึ้นบัญชีดำ ห้ามเปิดบัญชีใหม่ รวมถึงดำเนินมาตรการเชิงรุกด้วยการระงับบัญชีที่มีความเสี่ยงสูง แม้ยังไม่มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความ เพื่อยกระดับการตัดวงจรทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์
ขณะเดียวกัน ยังผนึกแพลตฟอร์มเพื่อป้องกันและรับมือกับภัยออนไลน์ที่เข้มข้นขึ้น เช่น TikTok ที่ร่วมกับ 13 หน่วยงานภาครัฐและภาคประชาสังคม ในการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชน เพื่อรับมือกับภัยออนไลน์ โดยเน้น 3 ประเด็น ได้แก่ การหลอกลวงด้วย AI และ Deepfake, การซื้อสินค้าออนไลน์ และการหลอกลงทุน หรือโอนเงิน
ก่อนหน้านี้ Meta เจ้าของ Facebook และ Instagram ได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ในการตรวจสอบเครือข่ายสแกมเมอร์ จนนำไปสู่การตรวจจับและปิดบัญชี เพจ และกลุ่มที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมจำนวนมาก
นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและบริษัทเทคโนโลยีเจ้าของแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อรับมือกับสแกมเมอร์ยังเกิดขึ้นในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น Google , OpenAI , Meta และ TikTok ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจของญี่ปุ่น จัดตั้ง พันธมิตรต่อต้านการหลอกลวงแห่งญี่ปุ่น (Japan Anti-Scam Alliance) โดยมีเป้าหมายเพื่อรับมือและขัดขวางเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์
นิเคอิ เอเชีย รายงานว่า ความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อรับมือกับปัญหาสแกมเมอร์ที่กำลังขยายตัว โดยกลุ่มอาชญากรรมที่ดำเนินงานจากฐานในประเทศต่าง ๆ เช่น กัมพูชา และเมียนมา ใช้เทคโนโลยีซับซ้อนมากขึ้นในการหลอกลวงประชาชน
ซึ่งบริษัทเทค จะนำความเชียวชาญด้าน เอไอ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมาใช้ในการตรวจจับ ขณะที่หน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจของญี่ปุ่น จะนำความรู้และทรัพยากรที่มีอยู่เข้ามาสนับสนุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของกลุ่มพันธมิตร ขัดขวางการดำเนินงานของเครือข่ายสแกม ปกป้องผู้ที่อาจตกเป็นเหยื่อ และลดผลกระทบโดยรวมจากกิจกรรมหลอกลวงเหล่านี้
ก่อนหน้านี้ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC -ยูเอ็นโอดีซี) ระบุในรายงานฉบับใหม่ว่า กลุ่มอาชญากรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของอาชญากรรมทางไซเบอร์นั้น กำลังปรับตัวและขยายรูปแบบการดำเนินงานได้รวดเร็วกว่ามาตรการปราบปราม
ทั้งยังหันไปสร้างรายได้จากช่องทางที่หลากหลาย โดยใช้ประโยชน์จากการทุจริต และนำปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) มาใช้มากขึ้น
พร้อมประเมินความเสียหายจากการหลอกลวงในภูมิภาคเอเชียตะวันออก, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 88,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถึง 114,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นมูลค่าที่สูงกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของหลายประเทศในภูมิภาค
UNODC ระบุด้วยว่า ผู้ดำเนินการหลอกลวงกำลังมองหาบุคลากรจากนอกเอเชีย เพื่อขยายการดำเนินงานเข้าสู่ตลาดใหม่เพิ่มขึ้น โดยประกาศรับสมัครงาน มองหาผู้ที่มีทักษะด้านภาษาเยอรมัน โปแลนด์ ดัตช์ สเปน อิตาลี ฝรั่งเศส สวีเดน นอร์เวย์ และอังกฤษ เป็นต้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
