“เบ้าขนมครก” คืออะไร? ทำไมน้ำขัง กทม.ฝั่งตะวันออกลดช้า

ฝนระลอกใหม่ช่วงต้นเดือนตุลาคมกลับมาเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม หลังหลายพื้นที่เพิ่งผ่านฝนหนักช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกที่ยังมีน้ำท่วมขังตามซอยและหมู่บ้านบางแห่ง แม้ถนนสายหลักส่วนใหญ่จะกลับมาใช้สัญจรได้แล้ว
ชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์รายการ TNN ข่าวเที่ยง ถึงสถานการณ์ฝนช่วงวันที่ 5–7 ตุลาคม รวมถึงพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังมีน้ำขัง โดยใช้คำว่า “เบ้าขนมครก” อธิบายพื้นที่ลุ่มต่ำที่ต้องใช้เวลาในการสูบและระบายน้ำออก
“เบ้าขนมครก” คืออะไร?
หากนึกถึงเตาขนมครก แต่ละเบ้าจะเป็นหลุมต่ำกว่าขอบ เมื่อมีน้ำไหลลงไป น้ำจะรวมอยู่ด้านล่าง ลักษณะเดียวกับพื้นที่บางส่วนของกรุงเทพฯ ที่มีระดับต่ำกว่าบริเวณรอบข้าง เมื่อฝนตก น้ำจึงไหลมารวมอยู่ในพื้นที่ ก่อนทยอยระบายออกผ่านท่อ คลอง และระบบสูบน้ำ
นี่เป็นสาเหตุที่หลังฝนหยุด สถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ไม่ได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติพร้อมกัน
ถนนสายใหญ่อาจไม่มีน้ำและรถสามารถสัญจรได้แล้ว แต่ตามซอยขนาดเล็กหรือหมู่บ้านที่มีระดับต่ำ น้ำยังคงขังอยู่ เพราะต้องรอการระบายออกจากพื้นที่ โดยเฉพาะจุดที่ระดับพื้นที่ต่ำมาก การสูบน้ำออกจะใช้เวลานานขึ้น
เปิดพื้นที่ “เบ้าขนมครก” ในกรุงเทพฯ
พื้นที่ที่ชวลิตกล่าวถึง มีทั้ง หลักสี่ สายไหม คลองสามวา มีนบุรี หนองจอก ลาดกระบัง สะพานสูง บางกะปิ บางนา ประเวศ สวนหลวง และพระโขนง
หลายพื้นที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ซึ่งยังมีน้ำขังอยู่ตามซอยและหมู่บ้าน โดยเฉพาะมีนบุรี บางกะปิ และแนวรามคำแหงที่มีพื้นที่ต่ำ ทำให้การสูบและระบายน้ำทำได้ช้า
ช่วงที่ยังมีน้ำเก่าค้างอยู่ หากมีฝนตกลงมาเพิ่มเติม ระดับน้ำจะลดลงช้ากว่าพื้นที่อื่น เพราะระบบต้องรับทั้งน้ำที่สะสมอยู่เดิมและน้ำฝนรอบใหม่พร้อมกัน
ฝน 5–7 ต.ค. ไม่ตกแช่เหมือนปลายกันยายน
ฝนระลอกวันที่ 5–7 ตุลาคม มีลักษณะแตกต่างจากฝนหนักช่วงปลายเดือนกันยายน โดยจะเป็นฝนกระจายและมีฝนหนักเป็นหย่อม ๆ ไม่ได้ตกแช่ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
สาเหตุมาจากมวลอากาศเย็นจากจีนระลอกใหม่แผ่ลงมาปะทะกับมวลอากาศอุ่น แนวปะทะครอบคลุมตั้งแต่พื้นที่ภาคเหนือบางส่วนลงมาถึงภาคกลาง
วันที่ต้องติดตามมากที่สุดคือ 5 ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มวลอากาศปะทะกัน ก่อนที่ฝนจะลดลงในวันที่ 6 ตุลาคม และเหลือฝนไม่มากในวันที่ 7 ตุลาคม
บางพื้นที่มีโอกาสได้รับฝนหนักเป็นหย่อม ๆ ตั้งแต่ลำปาง น่าน เชียงใหม่ตอนล่าง วิเชียรบุรี ศรีเทพ ชัยภูมิ นครนายก ไปจนถึงตราด โดยจุดที่มีฝนหนักอาจอยู่ในช่วงประมาณ 100–150 มิลลิเมตร ขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่มีปริมาณฝนน้อยกว่า
สำหรับกรุงเทพฯ ปริมาณฝนสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 60 มิลลิเมตร
ฝนไม่มากเท่ารอบก่อน แต่ต้องระวังลมแรง
สิ่งที่ต้องระวังในฝนระลอกนี้คือสภาพอากาศในช่วงที่มวลอากาศเย็นเข้าปะทะกับมวลอากาศอุ่น ซึ่งสามารถทำให้เกิดลมกระโชกแรง พร้อมฝนฟ้าคะนอง ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า และมีโอกาสเกิดลูกเห็บในบางพื้นที่
ป้ายโฆษณา หลังคา และสิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรงจึงเป็นจุดที่ต้องระวังในช่วงเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง
ฝนใหม่เติมน้ำเก่า พื้นที่ต่ำอาจยังไม่ลด
สำหรับกรุงเทพฯ ฝนประมาณ 60 มิลลิเมตรอยู่ในระดับที่ระบบระบายน้ำของ กทม. สามารถรองรับได้ แต่เงื่อนไขของพื้นที่ฝั่งตะวันออกต่างออกไป เพราะบางจุดยังมีน้ำจากฝนรอบก่อนค้างอยู่
เมื่อฝนวันที่ 5 ตุลาคมเข้ามาเติม ระดับน้ำตามซอยและหมู่บ้านที่เป็นพื้นที่ต่ำอาจยังทรงตัว ขณะที่วันที่ 6 และ 7 ตุลาคม ฝนจะลดลงตามลำดับ ทำให้ระบบมีเวลาระบายน้ำเดิมออกมากขึ้น
จุดที่ต้องติดตามจึงอยู่ตามซอยขนาดเล็กและหมู่บ้านพื้นที่ต่ำ ขณะที่ถนนสายหลักส่วนใหญ่สามารถใช้สัญจรได้แล้ว
น้ำเหนือเริ่มลด แต่ยังมีน้ำค้างในระบบ
สถานการณ์น้ำจากพื้นที่ตอนบนเริ่มลดลง โดยปริมาณน้ำจากปิง วัง ยม และน่าน เคยขึ้นไปอยู่ประมาณ 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในวันที่ 1 ตุลาคม ก่อนลดเหลือ 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในวันที่ 2 ตุลาคม และ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในวันที่ 3 ตุลาคม ก่อนลงมาอยู่บริเวณ 2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
แม้น้ำจากตอนบนลดลง แต่ยังมีน้ำค้างอยู่ตามพื้นที่ทุ่ง ทำให้ยังมีปริมาณน้ำทยอยเข้าสู่ระบบแม่น้ำเจ้าพระยา
อีกด้านหนึ่ง ลุ่มน้ำป่าสักยังมีน้ำในระดับสูง พื้นที่ตั้งแต่หนองไผ่ วิเชียรบุรี ศรีเทพ ลงมาตามลำน้ำป่าสัก ผ่านแก่งคอย เสาไห้ ท่าเรือ จนถึงพระนครศรีอยุธยา ยังต้องเฝ้าระวังระดับน้ำ โดยบางพื้นที่มีน้ำล้นตลิ่งแล้ว
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ยังบริหารจัดการน้ำได้
ส่วนปริมาณน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่อยู่ในระดับสูง ชวลิตมองว่า ในด้านความมั่นคงของตัวเขื่อนยังไม่น่ากังวล เนื่องจากเขื่อนสามารถรองรับระดับน้ำได้
จุดที่ต้องติดตามคือบริเวณขอบอ่าง ซึ่งประชาชนบางส่วนใช้เป็นพื้นที่ทำกิน เมื่อระดับน้ำสูงขึ้น น้ำสามารถแผ่เข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวได้
พื้นที่หนองไผ่ วิเชียรบุรี และศรีเทพ จึงต้องเตรียมรับระดับน้ำที่เพิ่มขึ้น ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ยังทำหน้าที่บริหารน้ำในลุ่มน้ำป่าสักต่อเนื่อง
8–13 ต.ค. เปลี่ยนจากจับตาฝนเป็นน้ำทะเลหนุน
หลังผ่านฝนระลอกวันที่ 5–7 ตุลาคม ช่วงถัดไปที่ต้องติดตามคือ น้ำทะเลหนุนสูงระหว่างวันที่ 8–13 ตุลาคม 2569
พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังมากเป็นพิเศษคือชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำตั้งแต่ปทุมธานี ผ่านกรุงเทพฯ ลงไปถึงสมุทรปราการ หรือปากน้ำ รวมประมาณ 50 ชุมชน
ชุมชนเหล่านี้มีโอกาสได้รับผลจากระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นตามรอบน้ำขึ้น ซึ่งสามารถเกิดขึ้นวันละ 2 ช่วง
จึงเป็นคนละลักษณะกับน้ำขังในพื้นที่เบ้าขนมครก โดยพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ต้องเร่งระบายน้ำที่สะสมอยู่ภายใน ขณะที่ชุมชนริมเจ้าพระยานอกแนวคันกั้นน้ำต้องเฝ้าระวังระดับน้ำในแม่น้ำและน้ำทะเลหนุน
7 วันข้างหน้า ยังไม่พบพายุก่อตัว
หลังจากฝนระลอกวันที่ 5–7 ตุลาคม ปัจจัยที่ต้องติดตามต่อไปคือการก่อตัวของพายุหรือหย่อมความกดอากาศต่ำจากนอกประเทศ โดยเฉพาะบริเวณทะเลจีนใต้ ซึ่งหากเกิดการก่อตัวสามารถเคลื่อนเข้ามามีผลต่อประเทศไทยได้ภายในเวลาไม่กี่วัน
สำหรับช่วง 7 วันข้างหน้า ยังไม่พบการก่อตัวของพายุทั้งบริเวณทะเลจีนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิก
ฝนช่วงต้นเดือนตุลาคมจึงยังเป็นฝนตามฤดูกาล โดยวันที่ 5 ตุลาคมเป็นวันที่ต้องติดตามมากที่สุด ก่อนที่ฝนจะลดลงในวันที่ 6–7 ตุลาคม
ส่วนคนกรุงเทพฯ ที่อยู่ในพื้นที่ “เบ้าขนมครก” โดยเฉพาะตามซอยและหมู่บ้านฝั่งตะวันออก น้ำอาจยังไม่ลดลงทันที เพราะมีน้ำเดิมสะสมอยู่ เมื่อฝนใหม่เข้ามาเติม ระดับน้ำจะทรงตัวในช่วงแรก ก่อนทยอยลดลงตามการระบายของระบบ
จากนั้นวันที่ 8–13 ตุลาคม ต้องเปลี่ยนไปติดตามน้ำทะเลหนุน โดยเฉพาะชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำริมเจ้าพระยา ตั้งแต่ปทุมธานี กรุงเทพฯ จนถึงสมุทรปราการ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
