รีเซต

เปิดแฟ้มลับ “UFO” ปริศนาโลกเกือบ 80 ปี สรุป “เอเลี่ยน” มีจริงไหม ?​

เปิดแฟ้มลับ “UFO” ปริศนาโลกเกือบ 80 ปี สรุป “เอเลี่ยน” มีจริงไหม ?​
TNN ช่อง16
29 พฤษภาคม 2569 ( 17:15 )
13

เป็นเวลากว่า 80 ปี ที่คำว่า “UFO” ยังคงเป็นเรื่องราวที่ดึงดูดความสนใจผู้คนทั่วโลกไม่น้อย ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคสมัย คำว่า จานบิน เอเลี่ยน หรือ มนุษย์ต่างดาว ทุกคำยังคงเป็นปริศนาที่รอวันไขคำตอบ 


จนเมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ทำสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ นั่นคือการเปิดแฟ้มลับที่เก็บซ่อนมานานหลายสิบปี ให้ทุกคนบนโลกได้เข้าไปอ่านได้เลย โดยไม่ต้องมีใบอนุญาต ไม่ต้องมีตำแหน่ง เพื่อขอดูเอกสารเหล่านี้ 


ภายในเอกสารเหล่านั้น มีอะไรกันแน่ ? และคำถามที่มนุษย์ตั้งมานานเกือบศตวรรษอย่าง “เอเลี่ยนมีอยู่จริงไหม ?” จะได้รับการไขคำตอบหรือไม่ 


“UFO” คืออะไร ?


"UFO" หรือ Unidentified Flying Object แปลตรงตัวก็คือ “วัตถุบินที่ยังไม่สามารถระบุได้” เป็นคำที่กองทัพอากาศสหรัฐฯ เริ่มใช้ในช่วงต้นทศวรรษ 1950 


รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้คำนี้เพื่ออธิบายวัตถุบินปริศนาที่ไม่สามารถระบุหรืออธิบายได้ในขณะนั้น ซึ่งอาจเป็นได้ตั้งแต่เครื่องบิน โดรน บอลลูน ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ไปจนถึงความผิดพลาดของกล้องหรือระบบเรดาร์ โดยไม่ได้หมายความว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นเอเลี่ยนเสมอไป 


ต่อมา ปี 2022 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ก็เปลี่ยนจากใช้คำว่า "UFO" มาเป็น "UAP" หรือ Unidentified Anomalous Phenomena เพื่ออธิบายปรากฎการณ์หรือวัตถุปริศนาที่ยังไม่สามารถอธิบายได้ เนื่องจากมองว่า UFO มักถูกผูกกับทฤษฎีสมคบคิด, เอเลี่ยน หรือหนังไซไฟ


ด้วยเหตุนี้ นักบินและเจ้าหน้าที่จำนวนมากจึงไม่กล้ารายงานสิ่งผิดปกติที่พบเห็น เพราะกังวลว่าจะถูกมองว่าไม่น่าเชื่อถือ การใช้คำว่า UAP จึงถูกมองว่าเป็นกลาง ครอบคลุม และมีความเป็นวิทยาศาสตร์มากกว่า


ขณะเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์และหน่วยงานด้านความมั่นคงก็เริ่มให้ความสนใจกับ UAP มากขึ้น หลังมีรายงานจากนักบินทหาร ระบบเรดาร์ และกล้องตรวจจับหลายกรณี ที่บันทึกวัตถุปริศนาได้จริง แต่ยังไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจน


แม้หลายเหตุการณ์ภายหลังจะถูกอธิบายว่าเป็นโดรน บอลลูน หรือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่ก็ยังมีบางกรณีที่ข้อมูลไม่เพียงพอจะสรุปได้ ทำให้ NASA และกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เริ่มศึกษาเรื่อง UAP ในฐานะประเด็นทางวิทยาศาสตร์และความมั่นคง มากกว่าจะมองว่าเป็นเพียงทฤษฎีสมคบคิด


คำว่า "UAP" ไม่ได้หมายถึงวัตถุที่พบเห็นบนท้องฟ้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปรากฏการณ์ใต้น้ำ อวกาศ และวัตถุที่เคลื่อนผ่านหลายสภาพแวดล้อมอีกด้วย


อย่างไรก็ตาม คำว่า UFO ยังคงถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในหมู่ประชาชนและสื่อมวลชน เพื่อเรียกวัตถุบินปริศนาหรือปรากฏการณ์ลึกลับบนท้องฟ้า แม้หน่วยงานรัฐบาลและนักวิทยาศาสตร์จะเริ่มหันมาใช้คำว่า UAP มากขึ้นก็ตาม


สหรัฐฯ เผยแฟ้มลับ UFO ต่อสาธารณชนครั้งแรก


ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เรื่อง UFO ไม่ได้อยู่แค่ในโลกของหนังไซไฟหรือทฤษฎีสมคบคิดเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นประเด็นที่รัฐบาลสหรัฐฯ หน่วยข่าวกรอง และกองทัพติดตามมาอย่างต่อเนื่อง และในปี 2026 ประเด็นนี้ก็กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจเปิดเผยแฟ้มข้อมูล UFO หรือสิ่งที่รัฐบาลเรียกว่า UAP ชุดใหม่ต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก


อ่านเออกสารไฟล์ UFO ทั้งหมดที่เผยแพร่โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ที่นี่: https://www.war.gov/UFO/


วันที่ 8 พฤษภาคม 2026 เพนตากอนเผยแพร่เอกสารเกี่ยวกับ UFO ชุดแรก จำนวน 162 ฉบับ ภายในชุดข้อมูลนี้ประกอบไปด้วย คำให้การของพยาน, รายงานของนักบิน, บันทึกคำพูดของนักบินอวกาศ รายงานของตำรวจ ภาพถ่าย และวิดีโอจากกองทัพ โดยเอกสารบางฉบับมีอายุย้อนไปถึงช่วงทศวรรษ 1940 และไม่เคยเปิดเผยต่อสาธารณชนมาก่อน 


ตัวอย่างเช่น บันทึกโทรเลข “ด่วน” เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 1952 ส่งถึง เจ. เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ ผู้อำนวยการ FBI ในขณะนั้น ระบุรายงานจากพนักงานสองคนของโรงงานเคมีดูปองท์ในรัฐเซาท์แคโรไลนา ว่าพวกเขาเห็น “แสงสีฟ้าขอบสีส้ม ลักษณะคล้ายจานบิน” ปรากฏขึ้นราวเวลา 21:30 น. และเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

เพนตากอนยังเผยแพร่ไฟล์เสียงจากภารกิจอวกาศของ NASA โดยหนึ่งในไฟล์ที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือบันทึกเสียงของนักบินอวกาศภารกิจ Gemini 7 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 1965 หลังรายงานการพบเห็นวัตถุที่ไม่สามารถอธิบายได้ พร้อมใช้คำว่า “พบเห็นโบกี้ ที่ตำแหน่งมุมสูง 10 นาฬิกา” 


คำว่า “โบกี้” เป็นศัพท์ทหารและนักบิน ใช้เรียก วัตถุบินปริศนา หรือวัตถุที่ไม่สามารถระบุเอกลักษณ์ได้ในขณะนั้น


เอกสารชุดแรกยังรวมถึงวิดีโอทางทหารอีกหลายคลิป หนึ่งในนั้นคือวิดีโอจากปี 2020 ที่แสดงให้เห็นวัตถุสว่างเคลื่อนที่อย่างผิดปกติเหนือตะวันออกกลาง ก่อนจะหายไปจากภาพ 


ขณะที่รายงานอีกฉบับในปี 2024 กล่าวถึงวัตถุรูปร่างคล้ายลูกอเมริกันฟุตบอล มีโครงสร้างคล้ายครีบ ลอยนิ่งอยู่ช่วงสั้น ๆ ก่อนหายไป


หนึ่งในวิดีโอที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ยังแสดงให้เห็นวัตถุรูปร่างคล้ายดาวแปดแฉก กำลังเคลื่อนที่อยู่ด้านหน้าเครื่องบินของกองทัพเรือสหรัฐฯ


ส่วนเอกสารชุดที่ 2 ถูกเปิดเผยเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ประกอบด้วยวิดีโอ ภาพถ่าย ไฟล์เสียง และเอกสารเพิ่มเติมอีกมากกว่า 60 รายการ รวมถึงคำให้การโดยตรงจากพลเรือนและสมาชิกกองทัพ


กระทรวงกลาโหมระบุว่า ไฟล์ชุดนี้ประกอบด้วยรายงานการพบเห็นทรงกลมสีเขียว ลูกไฟ และวัตถุคล้ายจานบิน จำนวน 209 ครั้ง ใกล้พื้นที่ทางทหารและเขตปฏิบัติการสำคัญ


หนึ่งในวิดีโอที่ได้รับความสนใจมากสุดจากเอกสารชุดนี้ คือ ภาพวิดีโอจากโดรนทหารสหรัฐฯ เหนือซีเรียในปี 2021 แสดงให้เห็นถึงวัตถุปริศนาเคลื่อนที่กลางอากาศ ก่อนเร่งความเร็วอย่างรวดเร็วและหายไปจากเฟรม เหมือนกับการวาร์ปดั่งหนังไซไฟ 


หรือจะเป็นคลิปปี 2022 แสดงให้เห็นวัตถุไม่ทราบชนิด 4 ชิ้นบินอยู่เหนือทะเลใกล้กับอิหร่าน โดยบินเฉียดเรือที่อยู่ในน้ำ และยังมีคลิปกองทัพสหรัฐฯ ยิงวัตถุบินไม่ทราบชนิดตกใกล้ทะเลสาบฮูรอนในปี 2023 ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่มีการพบเห็นบอลลูนสอดแนมของจีนบินอยู่เหนือสหรัฐฯ

แม้จะมีรายงานและวิดีโอจำนวนมาก แต่เอกสารทั้งหมดที่ถูกเปิดเผยมาทั้ง 2 ชุด ก็ยังไม่ได้พิสูจน์ว่ามีสิ่งมีชีวิตนอกโลกอยู่จริง หลายเหตุการณ์ยังคงอธิบายไม่ได้ เพียงเพราะข้อมูลที่มีอยู่ไม่เพียงพอจะระบุได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร 


อย่างไรก็ตาม อาวี โลบ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว DW เผยว่า กรณี UFO มีความเป็นไปได้ 2 แบบ คือ 


แบบที่ 1 เป็นเทคโนโลยีของมนุษย์ หรือ ประเทศคู่แข่ง เช่น โดรนลับ, อาวุธชนิดใหม่ หรือ เทคโนโลยีสอดแนม 


แบบที่ 2 เป็นการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ครั้งใหญ่ อาจเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตนอกโลก แต่ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานพอจะสรุป

รัฐบาลสหรัฐฯ ดำเนินโครงการเกี่ยวกับ UFO อะไรบ้าง ?


UFO กลายเป็นหนึ่งในปริศนาที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจ พร้อมกับการเกิดขึ้นของทฤษฎีสมคบคิดมากมาย ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจปิดบังข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับวัตถุปริศนาเหล่านี้มาโดยตลอด และรัฐบาลสหรัฐฯ เอง ก็เคยมีโครงการศึกษาและสืบสวน UFO อย่างจริงจังมาตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2


ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ มีภารกิจหรือโครงการอะไรเกี่ยวกับ UFO เกิดขึ้นบ้าง ? สรุปแล้วเอเลี่ยนมีจริงหรือเปล่า ?


จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด ย้อนกลับไปช่วงเหตุการณ์รอสเวลล์ ปี 1947 เมื่อมีรายงานจากประชาชนว่า พบวัตถุปริศนาตกลงมาจากท้องฟ้าในรัฐนิวเม็กซิโก


ตอนแรก กองทัพสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ว่า พบซากของ “จานบิน” แต่หลังจากนั้นไม่นาน ก็เปลี่ยนคำชี้แจงว่า แท้จริงแล้ววัตถุดังกล่าวเป็นเพียง “บอลลูนตรวจอากาศ” เท่านั้น


การเปลี่ยนแปลงของคำแถลงนี้ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสงสัยจากสาธารณชน และจุดประกายทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวที่แพร่กระจายไปทั่วโลกในเวลาต่อมา


หลังเหตุการณ์รอสเวลล์ รัฐบาลสหรัฐฯ ก็เริ่มจัดตั้งโครงการศึกษาปรากฏการณ์ UFO อย่างจริงจัง เริ่มจาก Project Sign ในปี 1948 เพื่อสืบสวนรายงานการพบเห็นวัตถุปริศนา ก่อนจะพัฒนาต่อมาเป็น Project Grudge และโครงการที่มีชื่อเสียงที่สุดอย่าง Project Blue Book ในปี 1952 


ตั้งแต่ปี 1947-1969 รัฐบาลสหรัฐฯ สืบสวนรายงานการพบเห็น UFO ทั้งหมด 12,618 เคส ผ่าน 3 โครงการหลัก ในจำนวนนี้ 11,917 เคส ถูกอธิบายในภายหลังได้ แต่ยังมีอีก 701 เคสที่ถูกจัดว่า ไม่สามารถระบุได้ ซึ่งอาจเกิดจากข้อมูลไม่เพียงพอ หรือหลักฐานไม่ชัดเจน


หลังปิด Project Blue Book ในปี 1969 รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ไม่ได้มีโครงการสาธารณะสำหรับศึกษา UFO อีกนานเกือบ 50 ปี ทำให้หลายคนเชื่อว่า เรื่อง UFO อาจถูกเก็บเป็นความลับ

 

จนกระทั่งปี 2017 สำนักข่าว The New York Times เปิดเผยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ เคยใช้งบประมาณกว่า 22 ล้านดอลลาร์ สำหรับโครงการลับชื่อ โครงการระบุตัวตนภัยคุกคามจากอากาศยานขั้นสูง หรือ AATIP (Advanced Aerospace Threat Identification Program) เพื่อศึกษาวัตถุปริศนาทางอากาศโดยเฉพาะ


รายงานดังกล่าวกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ที่สื่อกระแสหลักรายงานอย่างจริงจังว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงติดตามเรื่อง UFO อยู่เบื้องหลัง แม้รัฐบาลจะเคยประกาศยุติการศึกษาเรื่องนี้ไปแล้วตั้งแต่ปี 1969 และรายงานนี้ยังเปิดเผยวิดีโอจากกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่บันทึกวัตถุปริศนา ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่า “UAP”


ก่อนที่ในปี 2020 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จะเผยแพร่วิดีโอวัตถุบินไม่ทราบชนิดจำนวน 3 คลิปอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก และยืนยันว่า Footage ดังกล่าวเป็นของจริง ส่งผลให้ประเด็น UFO กลับมาได้รับความสนใจจากทั่วโลกอีกครั้ง 


ปีถัดมา สำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ ODNI เผยแพร่รายงานฉบับไม่ลับเกี่ยวกับ UFO ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2004-2021 มีรายงานการพบเห็นปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถอธิบายได้จำนวน 144 กรณี ซึ่งมีเพียง 1 กรณีเท่านั้นที่สามารถยืนยันได้ว่าเป็น “บอลลูน” ส่วนที่เหลือยังไม่มีข้อมูลเพียงพอจะสรุปได้อย่างชัดเจน และรายงานดังกล่าวก็ไม่ได้ระบุว่าวัตถุเหล่านี้มีต้นกำเนิดมาจากนอกโลกแต่อย่างใด


ปี 2022 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จัดตั้งหน่วยงาน AARO เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและสืบสวนวัตถุบินที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้โดยเฉพาะ 


ปี 2023 “เดวิด กรัสช์” อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ขึ้นให้การต่อสภาคองเกรสในปี 2023 อ้างว่า รัฐบาลสหรัฐฯ มีโครงการลับสำหรับกู้คืนยานที่ “ไม่ใช่เทคโนโลยีของมนุษย์” และมีการพบสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ด้วย อย่างไรก็ตาม กรัสช์ยอมรับว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นสิ่งที่เขาได้รับฟังมาจากบุคคลภายในโครงการอีกทีนึง และไม่ได้เห็นด้วยตาตนเองโดยตรง


ต่อมาปี 2024 กลาโหมสหรัฐฯ เผยแพร่รายงานระบุว่า ไม่พบหลักฐานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตนอกโลก หรือมีหลักฐานว่าการพบเห็น UFO ใด ๆ เป็นยานจากเอเลี่ยนจริง เป็นการโต้แย้งครั้งใหญ่ต่อทฤษฎีสมคบคิดที่กล่าวหารัฐบาลว่าแอบเก็บซ่อนยานต่างดาวหรือเทคโนโลยีนอกโลกไว้เป็นความลับ


กระแส UFO ยิ่งร้อนแรงขึ้นอีก เมื่อบารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการพอดแคสต์ เผยว่า “เอเลี่ยนมีอยู่จริง แต่ผมไม่เคยเห็น และพวกมันไม่ได้ถูกเก็บไว้ที่ Area 51” 


คลิปดังกล่าวกลายเป็นไวรัลบนอินเตอร์เน็ต ก่อนที่โอบามาจะออกมาชี้แจงเพิ่มเติมว่า เขาหมายถึง “มีโอกาสสูงที่สิ่งมีชีวิตนอกโลกจะมีอยู่ในจักรวาล” แต่ระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาไม่เคยเห็นหลักฐานว่าเอเลี่ยนเคยติดต่อกับมนุษย์จริง 


ด้าน NASA ยังคงยืนยันจุดยืนเดิมว่า แม้จะมีรายงานเกี่ยวกับ UAP อยู่จริง แต่จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าวัตถุเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับมนุษย์ต่างดาวหรือเทคโนโลยีนอกโลก โดยชี้ว่า ข้อมูลและหลักฐานที่มีอยู่ยังจำกัดเกินกว่าจะสรุปผลทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างชัดเจน 


พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ เอกสารที่ปล่อยมานั้น ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ พบเห็นเอเลี่ยน หรือ สิ่งมีชีวิตจากนอกโลกจริง ๆ

ทำไมมนุษย์ถึงเชื่อว่า “เอเลี่ยน” มีอยู่จริง ?


บทความ Why people tend to believe UFOs are extraterrestrial เขียนโดย แบร์รี่ มาร์คอฟสกี ศาสตราจารย์เกียรติคุณด้านสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยเซาท์แคโรไลนา อธิบายว่า ความสนใจของสาธารณชนต่อ UFO ไม่ได้เกิดจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปัจจัยทางสังคมและจิตวิทยาที่ทำงานร่วมกัน ดังนี้


1.บริบททางประวัติศาสตร์และอิทธิพลของสื่อ


ความเชื่อเรื่อง UFO มีขึ้นลงเป็นระยะ แต่ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ชาวอเมริกันจำนวนมากเริ่มเชื่อว่า UFO บางส่วนอาจเป็นยานต่างดาว และมีมากกว่า 100 ล้านคนที่คิดว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกมาเยือนโลกแล้ว


ผลสำรวจจาก YouGov ระบุว่า ปี 2025 ชาวอเมริกัน 18% เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริงอย่างแน่นอน และ 38% เชื่ออาจมีอยู่จริง


ที่สำคัญในอดีต สื่อมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกระแส UFO ตั้งแต่อดีตหนังสือพิมพ์ ไปจนถึงยุคโซเชียลมีเดียปัจจุบัน แม้หลักฐานยังไม่ชัดเจน แต่การเล่าเรื่องซ้ำในสื่อทำให้ UFO กลายเป็นวัฒนธรรมกระแสหลัก และต่อยอดไปสู่ภาพยนตร์ รายการ และทฤษฎีสมคบคิดจำนวนมาก


2. ความสงสัยใคร่รู้และอคติทางความคิด


คนส่วนใหญ่ที่เชื่อเรื่อง UFO ไม่ได้เห็นด้วยตัวเอง แต่เชื่อจากรูปภาพและวิดีโอที่ถูกแชร์ในอินเทอร์เน็ต ทำให้ผู้คนอยากรู้ว่า “มนุษย์อยู่คนเดียวในจักรวาลหรือไม่” และด้วยหลักฐานเกี่ยวกับ UFO ยังคลุมเครือ


มนุษย์มีแนวโน้ม “เติมคำตอบ” ให้สิ่งที่ไม่แน่นอน และเกิดอคติทางความคิด ทำให้เชื่อหลักฐานที่อ่อนหรือไม่ชัดเจน หากมันสอดคล้องกับความเชื่อเดิมของตนเอง


3. ผลกระทบเชิงสังคมและการแพร่กระจายข้อมูล


ภาพ UFO ส่วนใหญ่มาจากโซเชียลมีเดีย มักเป็นภาพเบลอของแสงบนท้องฟ้า แต่สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งมักมาจาก 2 แหล่งทาง คือ จากหน่วยงานรัฐ และประชาชนทั่วไป ทั้งสองรูปแบบทำงานร่วมกันและเสริมกันเป็นวงจร สื่อทำให้คนสนใจ, ผู้คนหันมาถ่ายท้องฟ้ามากขึ้น, มีคลิปเพิ่ม แล้วสื่อนำไปเผยแพร่ซ้ำ ความสนใจเรื่อง UFO ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น


แม้ว่าเอกสาร และคลิปวิดีโอหลายร้อยชุดที่เผยแพร่โดยรัฐบาลสหรัฐฯ จะดึงดูดความสนใจของสาธารณชนได้มาก แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า UFO คือ ยานของสิ่งมีชีวิตนอกโลกจริง อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมได้ยืนยันแล้วว่ากำลังเตรียมไฟล์ชุดที่สามอยู่ ซึ่งคาดว่า จะมีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมในเร็ว ๆ นี้


แหล่งข้อมูลอ้างอิง: 


https://www.nytimes.com/2026/05/08/us/politics/ufo-sightings-us-government.html

https://www.nytimes.com/2017/12/16/us/politics/pentagon-program-ufo-harry-reid.html

https://www.dw.com/en/examining-the-51-new-ufo-videos-released-by-the-pentagon/video-77280102

https://www.nbcnews.com/politics/national-security/pilots-astronauts-detail-unexplained-aerial-encounters-declassified-uf-rcna346511

https://www.cbc.ca/news/world/ufo-files-released-unidentified-aerial-phenomena-nasa-9.7192864

https://www.nextgov.com/ideas/2023/07/why-people-tend-believe-ufos-are-extraterrestrial/388560/

https://www.cbsnews.com/news/what-are-uaps-unexplained-aerial-phenomenon-ufos-new-name/

https://yougov.com/en-us/articles/53486-half-of-americans-believe-aliens-have-visited-earth

ข่าวที่เกี่ยวข้อง