นักโทษหญิงสหรัฐฯ ยังหมดสติ ใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ หลังฉีดยาประหารชีวิตล้มเหลว

ทนายความของ “คริสตา ไพก์” นักโทษหญิงที่ถูกตัดสินประหารชีวิตในรัฐเทนเนสซีของสหรัฐฯ เปิดเผยว่าขณะนี้สภาพร่างกายของนักโทษหญิงคนนี้อยู่ในสภาพที่ “หมดสติ ใส่ท่อช่วยหายใจและใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่” หลังเจ้าหน้าที่ไม่สามารถประหารชีวิตเธอได้สำเร็จด้วยการฉีดยาพิษถึง 2 โดสตามกฎหมายของรัฐ ขณะที่ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นในรัฐเทนเนสซีซึ่งเคยเข้าไปเป็นพยานในการประหารชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 500 ครั้งเปิดเผยว่าเขาไม่เคยเห็นเหตุการณ์อะไรแบบนี้มาก่อน
ไพก์ในวัย 50 ปี ได้รับการฉีดยาชนิด “เพนโทบาร์บิทัล” ในปริมาณที่ใช้สำหรับการประหารชีวิตถึง 2 โดสเมื่อวันพุธที่ผ่านมา แต่น่าประหลาดที่เธอยังคงมีชีวิตอยู่ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยรถพยาบาล และจนถึงขณะนี้ไพก์ยังมีอาการวิกฤตและกำลังรับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในพื้นที่เมืองแนชวิลล์
อย่างไรก็ตาม ทนายความของไพก์กำลังยื่นขอให้เปลี่ยนโทษประหารชีวิตหลังความพยายามประหารชีวิตครั้งล่าสุดล้มเหลว โดยทนายความได้ยื่นคำร้องฉุกเฉินต่อศาลเมื่อวานนี้ (2 ตุลาคม) เพื่อขอให้เก็บรักษา “หลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง” กับการประหารชีวิตที่ผิดพลาดครั้งนี้ ซึ่งในเอกสารของทนายความระบุว่า บุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลกำลังพยายามช่วยชีวิตไพก์และกำจัดยาเพนโทบาร์บิทัลทั้งหมดออกจากร่างกายของเธอ
ตามคำกล่าวอ้างของทนายความ ระหว่างการประหารเจ้าหน้าที่เรือนจำพยายามเปิดเส้นเลือดเพื่อให้น้ำเกลือหรือยาเข้าทางหลอดเลือดดำ หรือ IV โดยใช้เข็มกับไพก์อย่างน้อย 7 ครั้ง มีอยู่ช่วงหนึ่งไพก์ถึงกับช่วยบอกเจ้าหน้าที่ว่า ควรลองแทงเข็มบริเวณใด ในเอกสารระบุว่าเข็มหนึ่งงอเป็นมุม 90 องศาเมื่อถูกนำออกมา ซึ่งระหว่างที่ไพก์ได้รับยาทั้ง 2 โดส ทนายความระบุว่าสามารถได้ยินเสียงเธอร้องไห้ สะอื้น และหายใจเสียงดังตลอดขั้นตอน
บิล ลี ผู้ว่าการรัฐเทนเนสซี สั่งให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระเกี่ยวกับความผิดพลาดในการประหารไพก์ และสั่งระงับการประหารชีวิตทั้งหมดในรัฐตลอดทั้งปีนี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ระบุว่าจะพยายามประหารชีวิตไพก์อีกครั้งหรือไม่และยังไม่มีคำอธิบายว่าเกิดความผิดพลาดขึ้นในขั้นตอนไหน
ก่อนหน้านี้ ทนายความของไพก์เคยเตือนถึงภาวะทางการแพทย์ของเธอ รวมถึงภาวะเกล็ดเลือดสูง (thrombocytosis) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดลิ่มเลือดและการมีเส้นเลือดขนาดเล็ก อาจทำให้เธอมีความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดและความทรมาน “โดยไม่จำเป็น” ระหว่างการประหารด้วยการฉีดยา
ในเอกสารล่าสุด ทนายความกล่าวหาว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดในทีมประหารสังเกตเห็นว่าเส้นเลือดของไพก์เกิดการรั่วหรือแตกและยาที่ฉีดเข้าไปอาจไม่ได้เข้าสู่ร่างกายของไพก์ผ่านกระแสเลือดตามที่ควรจะเป็น ทนายความจึงขอให้เก็บรักษาหลักฐานทางกายภาพ เอกสาร และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์
ดร.โจเอล ซิโวต์ วิสัญญีแพทย์ที่ให้คำปรึกษาทีมทนายความของไพก์ กล่าวว่า การได้รับเพนโทบาร์บิทัล 2 โดสนั้นเพียงพอที่จะทำให้เธอ “เสียชีวิตอย่างแน่นอน” หากยาถูกส่งเข้าสู่กระแสเลือดตามปกติ
ซิโวต์ระบุว่า คำอธิบายเดียวที่เป็นไปได้ว่าทำไมไพก์จึงยังรอดชีวิต คือระดับเพนโทบาร์บิทัลในเลือดของเธอ “ไม่เคยสูงมากพอที่จะทำให้เสียชีวิต” และตุ่มพองที่ปรากฏบนแขนหลังการประหารที่ผิดพลาด อาจเป็นสัญญาณว่าเส้นเลือดแตก เขากล่าวว่า ดังนั้น แทนที่ยาจะเข้าสู่กระแสเลือด เพนโทบาร์บิทัลมีแนวโน้มที่จะกระจายเข้าสู่เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังบริเวณที่ฉีดและเพราะภาวะเกล็ดเลือดสูงของไพก์อาจมีส่วนทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย เพราะลิ่มเลือดที่ก่อตัวบริเวณจุดฉีดอาจขัดขวางไม่ให้เพนโทบาร์บิทัลเข้าสู่เส้นเลือด
ทั้งนี้ วิสัญญีแพทย์ระบุว่าความเป็นไปได้ที่ยาเพนโทบาร์บิทัลเสื่อมสภาพ ซิโวต์อธิบายว่า หากเป็นกรณีดังกล่าว อาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น กระบวนการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือการจัดเก็บยาอย่างไม่เหมาะสม
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
