รีเซต

เปิดประวัติ “สวนสยาม” 46 ปี จากทะเลกรุงเทพฯ สู่ที่ดินหมื่นล้าน

เปิดประวัติ “สวนสยาม” 46 ปี จากทะเลกรุงเทพฯ สู่ที่ดินหมื่นล้าน
TNN ช่อง16
3 ตุลาคม 2569 ( 18:49 )
22

น้ำท่วมกรุงเทพฯ ช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 กลายเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ “สวนสยาม” หรือชื่อปัจจุบัน “สยามอะเมซิ่งพาร์ค” สวนสนุกและสวนน้ำที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 4 ทศวรรษ หลังน้ำเข้าท่วมพื้นที่เกือบทั้งสวน กระทบเครื่องเล่น สวนน้ำ ระบบไฟฟ้า ร้านค้า และพื้นที่สวนป่า จนต้องหยุดให้บริการชั่วคราวเพื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูครั้งใหญ่

ท่ามกลางความเสียหาย ตัวเลข “10,000 ล้านบาท” กลับมาได้รับความสนใจ หลังครอบครัวผู้ถือครองเปิดทางขายที่ดินพร้อมกิจการในราคาดังกล่าว ทำให้สวนสนุกที่คนไทยคุ้นเคยในฐานะสถานที่พักผ่อนและแหล่งทัศนศึกษาของเด็กหลายรุ่น ถูกจับตามองในอีกมิติหนึ่ง นั่นคือฐานทรัพย์สินขนาดใหญ่บนทำเลคันนายาว ซึ่งเติบโตขึ้นพร้อมกับการขยายตัวของกรุงเทพฯ

จากพื้นที่ชานเมืองเมื่อกว่า 4 ทศวรรษก่อน วันนี้ที่ดินของสวนสยามกลายเป็นสินทรัพย์ระดับหมื่นล้านบาท ขณะที่กิจการกำลังเผชิญภารกิจหาเงินหลายร้อยล้านบาทเพื่อฟื้นฟูหลังน้ำลด

จุดเริ่มต้น “สวนสยาม ทะเล-กรุงเทพฯ”

เรื่องราวของสวนสยามเริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2523 เมื่อ “สวนสยาม ทะเล-กรุงเทพฯ” เปิดให้บริการจากแนวคิดของ ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ นักธุรกิจที่มีพื้นฐานจากธุรกิจเพาะพันธุ์ปลาและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

แนวคิดสำคัญในเวลานั้นคือการสร้างสถานที่พักผ่อนที่นำบรรยากาศของทะเลและการเล่นน้ำมาไว้ใกล้คนกรุงเทพฯ เพื่อให้ครอบครัวสามารถเดินทางมาเที่ยวได้โดยไม่จำเป็นต้องออกต่างจังหวัด

พื้นที่บริเวณคันนายาวในช่วงต้นทศวรรษ 2520 ยังแตกต่างจากปัจจุบันอย่างมาก สภาพแวดล้อมโดยรอบยังมีลักษณะเป็นพื้นที่ชานเมือง ขณะที่โครงการสวนสยามเริ่มต้นบนที่ดินมากกว่า 300 ไร่

การลงทุนสร้างสวนน้ำและสวนสนุกขนาดใหญ่ในยุคนั้นต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก ท่ามกลางกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังมีข้อจำกัด แม้หุ้นส่วนบางส่วนจะถอนตัวระหว่างเส้นทาง แต่ผู้ก่อตั้งยังคงเดินหน้าโครงการต่อ

จากแนวคิด “ทะเลในกรุงเทพฯ” สวนสยามค่อย ๆ เพิ่มเครื่องเล่นและกิจกรรม จนกลายเป็นสถานที่พักผ่อนของครอบครัว รวมถึงเป็นจุดหมายสำคัญของกิจกรรมทัศนศึกษาจากโรงเรียนทั่วประเทศ

ชื่อ “สวนสยาม” จึงอยู่ในความทรงจำของคนไทยหลายรุ่น ก่อนจะพัฒนาแบรนด์สู่ “สยามอะเมซิ่งพาร์ค” ในเวลาต่อมา

46 ปี จากชานเมืองสู่ทำเลเมืองฝั่งตะวันออก

การเติบโตของสวนสยามตลอด 46 ปีเกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่โดยรอบ

คันนายาวที่เคยเป็นพื้นที่ชานเมืองค่อย ๆ เชื่อมต่อเข้ากับการขยายตัวของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก มีโครงการบ้านจัดสรร พื้นที่พาณิชย์ ถนนสายสำคัญ และระบบขนส่งมวลชนเข้ามารองรับมากขึ้น รวมถึงรถไฟฟ้าสายสีชมพู

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ทรัพย์สินที่มีความสำคัญอย่างมากของสวนสยามในวันนี้คือ “ที่ดิน”

พื้นที่สวนสยามมีตัวเลขที่ถูกกล่าวถึงแตกต่างกันตามขอบเขตของพื้นที่ โดยโครงการดั้งเดิมเริ่มต้นบนพื้นที่มากกว่า 300 ไร่ ขณะที่พื้นที่สวนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งล่าสุดมีการกล่าวถึงมากกว่า 220 ไร่ ส่วนการประเมินด้านธุรกิจบางกรณีใช้ฐานพื้นที่ประมาณ 250 ไร่

ด้าน ดร.ไชยวัฒน์ ระบุถึงการเสนอขายที่ดินประมาณ 220 ไร่ พร้อมกิจการในราคา 10,000 ล้านบาท

จึงทำให้สวนสยามในวันนี้มีสถานะมากกว่าสวนสนุกขนาดใหญ่ เพราะยังเป็นหนึ่งในแปลงที่ดินขนาดใหญ่บนพื้นที่เมืองฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ

ที่มาราคาประกาศขาย 10,000 ล้านบาท

เมื่อพื้นที่เมืองขยายตัว ราคาที่ดินบริเวณคันนายาวก็เพิ่มขึ้นตามการพัฒนาของพื้นที่โดยรอบ

มีการประเมินราคาที่ดินในบริเวณดังกล่าวไว้ประมาณ 90,000–100,000 บาทต่อตารางวา หากคำนวณจากพื้นที่สมมติ 250 ไร่ หรือประมาณ 100,000 ตารางวา มูลค่าที่ดินจะอยู่ประมาณ 9,000–10,000 ล้านบาท

หากใช้ราคาประมาณ 90,000 บาทต่อตารางวา จะคิดเป็นมูลค่าราว 9,000 ล้านบาท และหากใช้ราคาประมาณ 100,000 บาทต่อตารางวา จะอยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับราคาที่ครอบครัวผู้ถือครองเปิดทางขายที่ดินพร้อมกิจการที่ 10,000 ล้านบาท ขณะที่ผู้ก่อตั้งเคยประเมินว่ามูลค่าตลาดของทรัพย์สินอาจสูงกว่า 20,000 ล้านบาท

ดังนั้น ภาพของ “สวนสยามหมื่นล้าน” มีฐานสำคัญมาจากมูลค่าของที่ดินขนาดใหญ่ในทำเลคันนายาว รวมกับกิจการและทรัพย์สินที่พัฒนาขึ้นตลอดหลายสิบปี

ทรัพย์สินสวนสยามไม่ได้มีแค่ที่ดิน

ตลอดกว่า 4 ทศวรรษของการดำเนินกิจการ สวนสยามมีทรัพย์สินหลายส่วนที่ประกอบขึ้นเป็นโครงการขนาดใหญ่

นอกจากที่ดินแล้ว ยังมีสวนน้ำ เครื่องเล่นมากกว่า 30 ชนิด ระบบไฟฟ้า ระบบน้ำและระบบหมุนเวียนน้ำ อาคาร ร้านค้า พื้นที่สวนป่า รวมถึง Bangkok World ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมเชิงพาณิชย์เพิ่มเติม

เครื่องเล่นจำนวนหนึ่งเป็นอุปกรณ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศและต้องได้รับการตรวจสอบ รวมถึงบำรุงรักษาตามมาตรฐานความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ธุรกิจสวนสนุกมีต้นทุนคงที่สูงทั้งด้านบุคลากร พลังงาน การดูแลระบบ และการบำรุงรักษาอุปกรณ์

อีกส่วนหนึ่งคือชื่อ “สวนสยาม” ที่สะสมฐานผู้บริโภคและความคุ้นเคยมานานกว่า 40 ปี โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัว โรงเรียน และผู้ที่เคยเดินทางมาท่องเที่ยวตั้งแต่วัยเด็ก

จากผู้ใช้บริการ 1.2 ล้านคน สู่โจทย์ต้นทุนธุรกิจ

ในช่วงที่กิจการมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก สวนสยามเคยรองรับนักท่องเที่ยวประมาณ 1.2 ล้านคนต่อปี และสร้างรายได้ระดับ 300–400 ล้านบาทต่อปี

แต่สถานการณ์โควิด-19 กลายเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ จำนวนผู้ใช้บริการลดลงเหลือประมาณ 300,000 คน และรายได้ลดลงต่ำกว่า 200 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายประจำของพื้นที่ขนาดใหญ่ยังคงดำเนินต่อไป

ต้นทุนสำคัญประกอบด้วยการดูแลเครื่องเล่น ระบบสวนน้ำ ค่าแรงพนักงาน พลังงาน การบำรุงรักษา และระบบความปลอดภัย

ผู้ก่อตั้งเคยระบุว่ากิจการมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานต่อเนื่องหลายปี และมีการนำรายได้จากการจัดสรรที่ดินมาช่วยสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ

สวนสยามจึงอยู่ในสถานการณ์ที่มีฐานทรัพย์สินจากที่ดินมูลค่าสูง ขณะเดียวกันธุรกิจสวนสนุกยังต้องใช้เงินทุนจำนวนมากเพื่อรักษาการดำเนินงานในแต่ละปี

น้ำท่วม 2569 จุดเปลี่ยนครั้งใหม่ของสวนสยาม

ก่อนเข้าสู่เดือนตุลาคม 2569 สวนสยามต้องเผชิญสถานการณ์ครั้งใหญ่อีกครั้ง เมื่อน้ำเข้าพื้นที่อย่างรวดเร็วในคืนวันที่ 25 ต่อเนื่องวันที่ 26 กันยายน

น้ำกระจายเข้าสู่พื้นที่เกือบทั้งสวน ส่งผลต่อเครื่องเล่น สวนน้ำ ร้านค้า ระบบไฟฟ้า และสวนป่า ทำให้กิจการต้องประกาศหยุดให้บริการชั่วคราว

ผู้บริหารระบุว่า สถานการณ์ครั้งนี้มีผลกระทบมากกว่าน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ซึ่งครั้งนั้นมีพื้นที่ได้รับผลกระทบราว 30% ขณะที่เหตุการณ์ปี 2569 น้ำเข้าพื้นที่เกือบทั้งสวน

ภารกิจหลังน้ำลดจึงไม่ได้มีเฉพาะการทำความสะอาดพื้นที่ แต่ต้องตรวจสอบระบบของเครื่องเล่นจำนวนมาก โดยเฉพาะอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

เครื่องเล่นที่นำเข้าจากต่างประเทศยังต้องได้รับการตรวจสอบจากวิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญของบริษัทผู้ผลิต เพื่อยืนยันความพร้อมและมาตรฐานความปลอดภัยก่อนกลับมาให้บริการ

ฟื้นฟูเบื้องต้น 100 ล้านบาท กรอบเงินทุนอาจแตะ 500 ล้านบาท

ขนาดความเสียหายทำให้ต้นทุนฟื้นฟูกลายเป็นโจทย์สำคัญของสวนสยาม

ผู้บริหารประเมินว่าการซ่อมบูรณะในระดับพื้นฐานอาจต้องใช้เงินประมาณ 100 ล้านบาท แต่หากรวมการนำผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาตรวจสอบและฟื้นฟูระบบ ค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 300 ล้านบาท

ส่วนกรอบความเสียหายและเงินทุนที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นกิจการ มีการกล่าวถึงระดับอย่างน้อย 500 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน การปิดสวนยังหมายถึงรายได้ที่หยุดลง โดยมีข้อมูลว่าปกติสวนสยามมีรายได้เฉลี่ยประมาณวันละ 1 ล้านบาท

หากต้องปิดเป็นระยะเวลาหลายเดือน ผลกระทบจึงเกิดขึ้นทั้งจากเงินที่ต้องใช้ซ่อมแซมและรายได้ที่หายไป โดยเฉพาะช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคมซึ่งเป็นช่วงกิจกรรมและการท่องเที่ยวปลายปี

พนักงานกว่า 500 คน คู่ค้ากว่า 100 รายได้รับผลกระทบ

ผลจากน้ำท่วมยังขยายไปถึงผู้ที่มีรายได้เชื่อมโยงกับกิจการ

สวนสยามมีพนักงานมากกว่า 500 คน รวมถึงผู้ประกอบการร้านค้าและคู่ค้ามากกว่า 100 ราย การหยุดให้บริการจึงส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในพื้นที่ตามไปด้วย

อีกส่วนที่ได้รับผลกระทบคือสัตว์ภายในสวนป่า ซึ่งมีการเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่น้ำท่วม สัตว์ที่ช่วยเหลือได้ถูกส่งไปยังองค์การสวนสัตว์หรือพื้นที่รับดูแลชั่วคราว ขณะที่มีรายงานสัตว์ตายมากกว่า 10 ตัว

หลังผ่านช่วงเร่งระบายน้ำ สถานการณ์ภายในสวนเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนฟื้นฟู

3 ตุลาคม น้ำเกือบหมด ลุ้นกลับมาเปิดใน 3 เดือน

ณ วันที่ 3 ตุลาคม 2569 สวนสยามสามารถระบายน้ำออกจากพื้นที่ได้เกือบทั้งหมด โดยได้รับการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำจากสำนักงานเขตคันนายาว

เดิมผู้บริหารประเมินว่าการฟื้นฟูอาจใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน แต่หลังสถานการณ์น้ำดีขึ้น ได้ปรับเป้าหมายเป็นการพยายามกลับมาเปิดให้บริการภายในประมาณ 3 เดือน

ขั้นตอนต่อจากนี้คือการสำรวจความเสียหาย ทำความสะอาดพื้นที่ ตรวจสอบระบบไฟฟ้า เครื่องเล่น และระบบสวนน้ำ รวมถึงประสานผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจรับรองอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบ

การกลับมาเปิดให้บริการจึงขึ้นอยู่กับทั้งความพร้อมของเงินทุน ความคืบหน้าการซ่อม และผลการตรวจด้านความปลอดภัย

น้ำท่วมสวนสยามเกิดขึ้นท่ามกลางอุทกภัยหลายพื้นที่

สถานการณ์ของสวนสยามเป็นส่วนหนึ่งของผลกระทบจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศช่วงปลายเดือนกันยายนต่อเนื่องต้นเดือนตุลาคม 2569

ข้อมูลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. ณ วันที่ 3 ตุลาคม ระบุว่า มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 26 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร รวม 1,175,292 ครัวเรือน หรือ 3,244,091 คน

แม้ระดับน้ำในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ เริ่มลดลง แต่การระบายน้ำ การฟื้นฟูพื้นที่ และการติดตามฝนระลอกใหม่ยังเป็นภารกิจสำคัญของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สำหรับสวนสยาม หลังน้ำลดจึงเข้าสู่ช่วงสำรวจความเสียหายครั้งใหญ่ พร้อมกับการวางแผนหาเงินทุนเพื่อให้กิจการกลับมาเดินหน้าต่อ

ทางเลือกหลังน้ำลด ฟื้นกิจการ-เพิ่มรายได้-เปิดทางขาย

ท่ามกลางต้นทุนฟื้นฟูระดับหลายร้อยล้านบาท สวนสยามมีแนวทางสำหรับการเดินหน้ากิจการหลายด้าน

แนวทางแรกคือเร่งฟื้นสวนสนุกและสวนน้ำเดิม โดยหาแหล่งเงินทุนจากสินเชื่อ มาตรการช่วยเหลือ รวมถึงรายได้ล่วงหน้า มีแนวคิดจำหน่ายบัตรสมาชิกรายปีราคา 1,000 บาท เพื่อระดมเงินเข้าสู่กิจการและสร้างฐานผู้ใช้บริการสำหรับช่วงกลับมาเปิดอีกครั้ง

อีกแนวทางคือการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ โดยต่อยอดกิจกรรมเชิงพาณิชย์ งานอีเวนต์ ที่พัก และการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มช่องทางรายได้นอกเหนือจากบัตรเข้าสวนสนุก

ขณะเดียวกัน การเปิดทางขายที่ดินพร้อมกิจการในราคาประมาณ 10,000 ล้านบาทยังเป็นอีกทางเลือก โดยผู้ก่อตั้งระบุว่า หากเกิดการซื้อขาย เงินส่วนหนึ่งจะนำไปชำระหนี้และดูแลค่าชดเชยของพนักงาน

46 ปี จาก “ทะเล-กรุงเทพฯ” ถึงทรัพย์สินหมื่นล้าน

นับจากวันที่ “สวนสยาม ทะเล-กรุงเทพฯ” เปิดประตูรับนักท่องเที่ยวครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2523 ถึงปี 2569 เป็นเวลา 46 ปีที่สวนสนุกแห่งนี้เดินทางมาพร้อมกับการเติบโตของกรุงเทพฯ

จากพื้นที่ชานเมืองที่ผู้ก่อตั้งเลือกใช้สร้าง “ทะเลในกรุงเทพฯ” คันนายาวในวันนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองที่มีทั้งที่อยู่อาศัย พื้นที่พาณิชย์ และระบบรถไฟฟ้าเข้าถึง ส่งผลให้ที่ดินขนาดใหญ่ของสวนสยามมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามการพัฒนาของเมือง

แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน ธุรกิจสวนสนุกต้องเผชิญทั้งต้นทุนการดูแลพื้นที่ เครื่องเล่น บุคลากร ผลกระทบจากโควิด-19 และล่าสุดคืออุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2569

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง