ตลาดอสังหาฯ ไทยชะงัก รายเล็กเจ็บหนัก-บ้านมือสองรุ่ง

อสังหาฯ ไทยปี 2569 “ขาลงปีที่ 4” ตลาดรวมยังอ่อนแรง
ข้อมูลจาก SCB EIC และ KResearch ประเมินตรงกันว่า ตลาดอสังหาฯ ไทยปี 2569 ยังอยู่ในช่วงขาลงต่อเนื่อง โดยมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์มีแนวโน้มลดลงอีก 5% เหลือประมาณ 824,000 ล้านบาท ขณะที่จำนวนหน่วยโอนอาจลดเหลือราว 300,000 หน่วย หดตัว 5.1%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ตลาดไม่ได้แค่ “ขายยาก” แต่กำลังเผชิญภาวะ “ปิดดีลยาก” จากกำลังซื้อที่ลดลง และการกู้ซื้อที่ยากขึ้น
แรงกดดันสำคัญที่ฉุดตลาดในรอบนี้ ไม่ได้มาจากปัจจัยเดียว แต่เกิดจาก 3 ด้านพร้อมกัน
1. หนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้ออ่อนแรง ภาระหนี้เดิม ทั้งบัตรเครดิต รถยนต์ และสินเชื่อส่วนบุคคล ทำให้ครัวเรือนจำนวนมากไม่สามารถก่อหนี้บ้านใหม่ได้
2. แบงก์เข้มสินเชื่อ ปฏิเสธกู้สูง สถาบันการเงินระวังความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มรายได้กลาง-ล่าง ส่งผลให้ยอดจองจำนวนมากไม่สามารถเปลี่ยนเป็นยอดโอนได้จริง
3. ค่าครองชีพสูง รายได้โตไม่ทัน ต้นทุนชีวิตประจำวัน ทั้งอาหาร พลังงาน และค่าเดินทาง กินกำลังซื้อก่อนถึงการผ่อนบ้าน
เมื่อทั้ง 3 ปัจจัยทำงานพร้อมกัน บ้านจึงกลายเป็น “ภาระระยะยาว” ที่หลายครอบครัวเลือกชะลอ
กลุ่มไหน “เจ็บสุด” ในวิกฤตรอบนี้
ภาวะตลาดอ่อนแรงไม่ได้กระทบทุกกลุ่มเท่ากัน แต่กำลังคัดผู้รอดอย่างชัดเจน
"คอนโดใหม่" กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มเปราะบางที่สุด โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่มีสต๊อกค้างสูง เมื่อดีมานด์ชะลอ แต่ซัพพลายหยุดไม่ได้ ผู้ประกอบการต้องแบกต้นทุนถือครองเพิ่ม
"บ้านระดับล่าง-กลาง" เจอปัญหากู้ไม่ผ่านหนักสุด แม้เป็นตลาดแมส แต่กลับกลายเป็นจุดเปราะบางจากหนี้ครัวเรือน
"ผู้ประกอบการรายเล็ก" เผชิญแรงกดดันสูงสุด เพราะเงินทุนจำกัด แข่งโปรโมชั่นสู้รายใหญ่ยาก และสภาพคล่องตึงตัว
ภาพรวมจึงไม่ใช่แค่ยอดขายชะลอ แต่คือ “เกมคัดกรอง” ว่าใครแข็งแรงพอจะอยู่รอด
บ้านมือสอง-ตลาดเช่า-รีโนเวต “ผู้ชนะใหม่”
ในทุกวิกฤต มักมีธุรกิจที่ได้ประโยชน์ และในรอบนี้ “บ้านมือสอง” คือหนึ่งในผู้ชนะชัดเจน
ข้อมูลจาก KResearch ระบุว่า บ้านมือสองมีสัดส่วนถึง 64.6% ของตลาดอสังหาฯ ไทยในปีนี้
เหตุผลหลักคือ
ราคาต่ำกว่าบ้านใหม่
ทำเลดีกว่าในหลายพื้นที่
ต่อรองง่ายกว่า
ภาระการเงินเริ่มต้นต่ำกว่า
ขณะเดียวกัน เมื่อการซื้อบ้านยากขึ้น ผู้บริโภคจำนวนมากจึงเปลี่ยนจาก “ซื้อ” ไปสู่ “เช่า” มากขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ส่งผลให้ตลาดเช่าเติบโตตาม
อีกกลุ่มที่ได้อานิสงส์คือ “ธุรกิจรีโนเวต” เพราะผู้ซื้อบ้านมือสองจำนวนมากเลือกซื้อบ้านราคาต่ำ แล้วปรับปรุงใหม่แทนซื้อบ้านใหม่ราคาแพง
วิกฤตนี้ยังดัน “โซลาร์บ้าน-สถานีชาร์จ EV”
ต้นทุนค่าครองชีพและค่าไฟที่สูงขึ้น ยังผลักดันให้เจ้าของบ้านมองหาแนวทางลดต้นทุนระยะยาว เช่น
โซลาร์รูฟท็อป
ระบบประหยัดพลังงาน
สถานีชาร์จรถ EV ภายในบ้าน
สะท้อนว่า วิกฤตอสังหาฯ ไม่ได้แค่เปลี่ยนตลาดบ้าน แต่กำลังเปลี่ยน “ระบบนิเวศการอยู่อาศัย”
อสังหาฯ ไทยปี 2569 ไม่ได้เผชิญแค่ภาวะขายช้า แต่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ จากตลาดบ้านใหม่สู่ตลาดที่ผู้บริโภคเน้น “ความคุ้มค่า สภาพคล่อง และต้นทุนระยะยาว”
ผู้ชนะอาจไม่ใช่คนที่ขายบ้านได้มากที่สุด แต่คือคนที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด มองเห็นพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภค และเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
