คนไทยยังก่อหนี้ไม่หยุด เฉลี่ยหนึ่งคนมีหนี้ 4 บัญชี

แม้ว่าหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ไตรมาสแรกปีนี้จะลดลงต่ำสุดในรอบ 6 ปี แต่สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยอาจยังน่าห่วง เนื่องจากสถาบันการเงินต่างๆ ยังไม่ปล่อยสินเชื่อ เครดิตบูโรเผยยอดการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน(DR) หรือการที่ธนาคารหรือเจ้าหนี้ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ยังจ่ายไหวหรือเริ่มมีปัญหารายได้ลดลงเล็กน้อย โดยเข้ามาปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการจ่ายเงินล่วงหน้าก่อนที่หนี้จะกลายเป็นหนี้เสียหรือค้างชำระนานเกินไป เพื่อช่วยลดภาระต่อเดือนและป้องกันไม่ให้เสียประวัติเครดิต ล่าสุดพุ่งแตะ 1.7 ล้านล้านบาทจากระดับ 2.9 แสนล้านในปี 2567 ขณะที่หนี้เสีย (NPL) ยังคงไหลต่อ แตะ 9.75% ของหนี้คงค้างทั้งหมด คิดเป็นมูลหนี้ 1.33 ล้านล้านบาท ในเดือนพฤษภาคมปี 2569
บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ระบุว่าข้อมูลเดือนพฤษภาคม 2569 สินเชื่อผู้บริโภคโดยรวมทั้งระบบอยู่ที่ 13.64 ล้านล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพียง 0.6% แต่จำนวนบัญชีอยู่ที่ 100.28 ล้านบัญชี เติบโตสูงถึง 9.2% สาเหตุที่จำนวนบัญชีลูกหนี้เพิ่มขึ้นมาจากสินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) เพิ่มขึ้น 13.8% โดยส่วนหนึ่งมาจากบัญชีสินเชื่อซื้อก่อนจ่ายทีหลัง(Buy Now Pay Later:BNPL) ที่เติบโตและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายขึ้น
สำหรับด้านคุณภาพสินเชื่อสิ้เดือนพ.ค.พบว่ามีหนี้เสีย(NPLs) ที่ค้างชำระเกิน 90 วันสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 มาอยู่ที่ 9.75% ของหนี้คงค้างทั้งหมด คิดเป็นมูลหนี้ 1.33 ล้านล้านบาทขณะที่หนี้กำลังจะเสีย (Special Mentioned: SM) ที่ค้างชำระ 31-90 วัน เพิ่มขึ้นมาแตะ 4.3% ของหนี้คงค้างทั้งหมด สะท้อนว่า การค้างชำระเพิ่มขึ้นแต่ยังไม่เป็นหนี้เสียหรือการที่ลูกหนี้อยู่ในอาการ ‘เริ่มไม่ไหว’แล้ว
ขณะที่ยอดปรับโครงสร้างหนี้หลังเป็นหนี้เสีย (Trouble Debt Restructure: TDR) ยอดสะสมอยู่ที่ 1.195 ล้านล้านบาท ค่อนข้างคงที่มาตั้งแต่ไตรมาสแรกปี 2567 ซึ่งอยู่ที่1.072 ล้านล้านบาทส่วนยอดการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน (DR) หรือการป้องกันการไหลไปเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 ปี 2567 จำนวน 2.91 แสนล้านบาทพุ่งมาเป็น 1.7 ล้านล้านบาทในพฤษภาคมปี 2569
ดังนั้นท่ามกลางปัญหาต่างๆ การที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงต่ำสุดในรอบ 6 ปีเหลือ 85.9% ในไตรมาส 1 ปีนี้จึงไม่ใช่สัญญาณบ่งบอกว่าสถานการณ์ดีขึ้น แต่เป็นเพราะสินเชื่อไม่โตแต่ GDP ยังโตได้ระดับ 2%
สอดคล้องกับข้อมูลจาก SCB EIC พบสาเหตุที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงเร็วในไตรมาสนี้เพราะ ครัวเรือนเข้าถึงสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินหลักได้ยาก แม้หนี้ครัวเรือน ไตรมาสแรกกลับมาขยายตัวเพิ่มขึ้นบ้าง 0.5% จากไตรมาสก่อนที่แทบไม่โต แต่การขยายตัวหลักยังมาจากสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคล ขณะที่สินเชื่อจากสถาบันการเงินหลักยังคงหดต่อเนื่องนานกว่า 2 ปีอยู่ที่ราว -2.1% สะท้อนมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่ยังเข้มงวด ขณะที่สินเชื่อสถาบันการเงินภาครัฐช่วยพยุงสินเชื่อเพิ่มได้บ้าง ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อประคองสภาพคล่องและบรรเทาภาระทางการเงินของครัวเรือน แต่เติบโตชะลอลงอยู่ที่ 1.6%
ส่งผลให้ครัวเรือนหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้ที่เข้าถึงง่ายมากขึ้น สินเชื่อผ่านโรงรับจำนำและสหกรณ์ออมทรัพย์ขยายตัวสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรงรับจำนำที่เร่งตัวถึง 18.3% สะท้อนว่าครัวเรือนบางส่วนเริ่มหันไปใช้แหล่งเงินกู้ที่มีเงื่อนไขยืดหยุ่นและเข้าถึงง่ายกว่า เช่น การใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันระยะสั้นในโรงรับจำนำ แม้มีต้นทุนทางการเงินสูงกว่า หรือการกู้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ยังขยายตัว อยู่ที่ 5.0% เนื่องจากเป็นแหล่งเงินกู้ที่อิงความสัมพันธ์กับสมาชิก มีข้อมูลรายได้และกลไกการหักชำระผ่านระบบสมาชิกชัดเจน ทำให้สมาชิกสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายกว่าสินเชื่อจากสถาบันการเงินหลัก แนวโน้มนี้สะท้อนว่าความเสี่ยงของหนี้ครัวเรือนไม่ได้หายไป แต่กำลังเคลื่อนย้ายไปยังแหล่งเงินกู้นอกกลุ่มสถาบันการเงินหลักที่เข้าถึงง่ายกว่า
อย่างไรก็ตาม SCB EIC ประเมินว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP จะลดลงสู่ระดับ 83.5-84.5% ในช่วงสิ้นปี 2569 โดยมีแรงกดดันจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่การเข้าถึงสินเชื่อยังจำกัด ทำให้หนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มขยายตัวต่ำ ภาวะการเงินที่ยังตึงตัว มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ยังเข้มงวด ทำให้ครัวเรือนเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้ยาก โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อยจากสถาบันการเงินหลัก ทำให้ครัวเรือนส่วนหนึ่งมีความเสี่ยงหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบ ส่งผลให้ยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มขยายตัวต่ำต่อเนื่อง
ครัวเรือนลดการก่อหนี้และระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น รายได้ที่ฟื้นตัวช้า ค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ กดดันความสามารถในการชำระหนี้ ทำให้ครัวเรือนจำนวนมากชะลอการก่อหนี้ใหม่ โดยเฉพาะหนี้เพื่อซื้อสินทรัพย์หรือหนี้เพื่อการลงทุนระยะยาว ขณะเดียวกัน ครัวเรือนบางส่วนจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาสภาพคล่องและรองรับภาระหนี้เดิม
ถึงแม้ว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะปรับลดลงในเชิงตัวเลข แต่ภาระหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนกลับลดลง โดยหากมองไปข้างหน้าสุขภาพการเงินของครัวเรือนไทยยังเปราะบางเห็นได้จาก 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแอลง ทั้งอัตราการว่างงานที่สูงขึ้น ชั่วโมงการทำงานที่ลดลง และค่าจ้างเฉลี่ยที่กลับมาหดตัว ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อรายได้และความสามารถในการชำระหนี้
ภาระหนี้ของครัวเรือนบางส่วนอาจยังไม่สะท้อนอยู่ในตัวเลขหนี้ครัวเรือน โดยเฉพาะหนี้จากกองทุนหมู่บ้าน กองทุนชุมชนเมือง และหนี้นอกระบบ ซึ่งครัวเรือนรายได้น้อยมีแนวโน้มพึ่งพามากขึ้น
คุณภาพสินเชื่อครัวเรือนยังอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวัง สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Stage 2 และ Stage 3) แม้ทยอยปรับดีขึ้นบ้างแต่ยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนภาวะการเงินที่ยังตึงตัว ทำให้ครัวเรือนเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้ยาก อีกทั้งครัวเรือนที่มีหนี้มากกว่าครึ่งมีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อย ซึ่งยังมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายรวมภาระชำระหนี้สูงกว่ารายได้
ดังนั้น การลดลงของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อl GDP ที่เห็นนี้ไม่อาจมองว่าเป็นสัญญาณของฐานะการเงินครัวเรือนที่แข็งแรงขึ้น แต่สะท้อนข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อและรายได้ที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ซึ่งอาจกดดันการฟื้นตัวของการบริโภคและเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า
นอกจากนั้นยังพบว่าภาพหนี้ครัวเรือนไทยกำลังเปลี่ยนหน้าตา จำนวนบัญชีหนี้พุ่งทะลุ 98.7 ล้านบัญชี เฉลี่ยคนไทย 1 คนมีหนี้ราว 4 บัญชี แต่มูลค่าหนี้กลับทรงตัวมา 2 ปี สะท้อนว่าหนี้ที่ก่อในระยะหลังเป็น ‘ก้อนเล็ก’ ที่ก่อง่ายขึ้นและถี่ขึ้น เมื่อเจาะไส้ในของหนี้ครัวเรือน ด้านมูลค่ายังเป็นหนี้บ้านที่ครองสัดส่วนใหญ่ที่สุด เพราะเป็นหนี้ก้อนใหญ่ราคาแพง แต่ด้านจำนวนบัญชี สินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) กลับกลายเป็นกลุ่มที่มีบัญชีมากที่สุด ตามมาด้วยบัตรเครดิตและนาโนไฟแนนซ์ และที่น่าจับตาคือ ปัจจุบันมูลค่าหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลได้แซงหน้าหนี้รถยนต์ไปแล้ว ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงราว 2 ปีมานี้
เมื่อแยกตามประเภทผลิตภัณฑ์กลุ่มที่ค้างชำระเกิน 90 วันสูงเป็นพิเศษ ได้แก่ สินเชื่อรถยนต์ที่ขยับขึ้นไปในช่วง 10% ปลาย ๆ ถึงเกือบ 20% และนาโนไฟแนนซ์ที่ค้างชำระค่อนข้างสูง ขณะที่กลุ่มที่น่าจับตาแบบเหนือความคาดหมายคือสินเชื่อเช่าซื้อสินค้า (High Purchase) อย่างโทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า และทีวี ที่ค้างชำระพุ่งไปเกือบ 20% ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เริ่มเห็นมาตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังของปีก่อน ส่วนสินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล และบัตรเครดิต ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงค่าเฉลี่ยที่ราว 9-10%
นอกจากนั้นโจทย์ใหญ่ที่น่ากังวลกว่าคือการที่คนจำนวนมากยังไม่มีตัวตนทางการเงินอยู่ในระบบเลย โดยจากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ประเทศไทยมีประชากรวัยทำงานอายุ 20-60 ปี ราว 39.18 ล้านคน แต่มีข้อมูลเครดิตอยู่ในระบบเพียง 23.5 ล้านคน หรือคิดเป็น 60% เท่านั้น เท่ากับว่ายังมีคนวัยทำงานอีกกว่า 40% ที่ไม่มีข้อมูลเครดิตในระบบ สะท้อนว่ายังมีคนจำนวนมากยังไม่มีตัวตนทางการเงินในระบบข้อมูลเครดิต ทำให้สูญเสียโอกาสในการสร้างความน่าเชื่อถือทางการเงิน และอาจเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบเมื่อมีความจำเป็น
เหตุผลที่คนจำนวนมากยังตกอยู่นอกระบบมาจากหลายปัจจัย ทั้งระบบสมาชิกของ NCB ที่เป็นแบบสมัครใจ ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต ทำให้บังคับใครไม่ได้ ขณะที่สถาบันบางประเภท เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศ แม้อยากเข้าร่วม แต่ยังไม่พร้อมด้านการจัดเตรียมและส่งข้อมูล เพราะกฎหมายกำหนดบทลงโทษทางอาญาไว้สำหรับการส่งข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ปลอดภัย จึงเป็นข้อจำกัดสำคัญ นอกจากนี้ยังมีหนี้นอกระบบอีกก้อนหนึ่งที่ไม่ปรากฏในฐานข้อมูลใดๆ ซึ่งงานศึกษาประเมินไว้กว้างถึงราว 12-40% ของหนี้ทั้งหมด ทำให้าภระหนี่้สินของครัวเรือนไทยจึงเป็นวงจรปัญหาไม่รู้จบ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
