รีเซต

หนี้บ้านต้องจับตา ค้างชำระ 31-90 วันเพิ่ม หนี้ครัวเรือน 16.41 ล้านล้าน

หนี้บ้านต้องจับตา ค้างชำระ 31-90 วันเพิ่ม หนี้ครัวเรือน 16.41 ล้านล้าน
TNN ช่อง16
1 กันยายน 2569 ( 08:14 )
12

แม้ตัวเลขหนี้ครัวเรือนของไทยเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจจะปรับลดลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี แต่สถานการณ์หนี้ของประชาชนยังมีอีกด้านที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะความสามารถในการชำระหนี้ หลังพบหนี้ค้างชำระช่วง 31-90 วันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่สินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง

ข้อมูลที่มีการรายงานสำหรับไตรมาส 1 ปี 2569 ระบุว่า หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ประมาณ 16.41 ล้านล้านบาท คิดเป็น 85.9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ซึ่งเป็นสัดส่วนต่ำสุดในรอบ 6 ปี

อย่างไรก็ตาม การลดลงของสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ยังต้องพิจารณาควบคู่กับคุณภาพหนี้และกำลังในการผ่อนชำระของครัวเรือน โดยนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ระบุถึงความเสี่ยงด้านความสามารถในการชำระหนี้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้กู้สินเชื่อที่อยู่อาศัย รวมถึงกรณีที่ผู้กู้มีบัญชีสินเชื่อบ้านมากกว่า 1 บัญชี

หนี้เสียกว่า 1.25 ล้านล้าน แต่จับตาหนี้ค้าง 31-90 วัน

ข้อมูลเครดิตบูโรที่ถูกนำเสนอระบุว่า หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ซึ่งค้างชำระเกิน 90 วัน มีมูลค่ามากกว่า 1.25 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 9.20% ของสินเชื่อรวม โดยสัดส่วนดังกล่าวปรับลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า

แต่ตัวเลขที่ต้องติดตามคือหนี้ค้างชำระ 31-90 วัน หรือ Special Mention Loans: SM ซึ่งยังไม่เข้าสถานะ NPL มีมูลค่าประมาณ 5.53 แสนล้านบาท คิดเป็น 4.07% ของสินเชื่อรวม และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2

กลุ่มสินเชื่อที่ต้องติดตามประกอบด้วยสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อเพื่อการพาณิชย์ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของหนี้ค้างชำระในช่วง 31-90 วัน เป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินว่าลูกหนี้จะสามารถกลับมาชำระได้ตามปกติ หรือมีโอกาสเคลื่อนเข้าสู่สถานะ NPL ในระยะต่อไป

จับตาผู้กู้บ้านมากกว่า 1 บัญชี

อีกประเด็นสำคัญอยู่ที่จำนวนบัญชีสินเชื่อที่อยู่อาศัยต่อผู้กู้ โดยข้อมูลที่ถูกนำเสนอระบุว่า ในปี 2568 ผู้กู้สินเชื่อบ้านที่เปิดบัญชีใหม่มีจำนวนบัญชีเฉลี่ยประมาณ 1.11-1.22 บัญชีต่อคน สูงกว่าช่วงปี 2564-2567 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1.06-1.07 บัญชีต่อคน

ขณะที่ไตรมาสแรกปี 2569 ตัวเลขดังกล่าวลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 1.08 บัญชีต่อคน

การมีสินเชื่อมากกว่า 1 บัญชีไม่ได้หมายความว่าผู้กู้จะประสบปัญหาชำระหนี้ทุกราย แต่เป็นปัจจัยที่สถาบันการเงินต้องพิจารณาความสามารถในการรับภาระหนี้อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะผู้ที่ซื้อที่อยู่อาศัยหลายหน่วยเพื่อปล่อยเช่าหรือลงทุน ซึ่งอาจได้รับผลกระทบหากรายได้ไม่เป็นไปตามที่คาด ขณะที่ภาระผ่อนชำระยังดำเนินต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องรอบการรายงานข้อมูลเครดิตของสถาบันการเงิน ซึ่งโดยทั่วไปมีการส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบเป็นรอบประมาณเดือนละ 1 ครั้ง ทำให้ในบางช่วงเวลา หนี้ก้อนใหม่อาจยังไม่ปรากฏในฐานข้อมูล จึงเป็นประเด็นที่ต้องเพิ่มความรัดกุมในการตรวจสอบภาระหนี้โดยรวมของผู้ยื่นขอสินเชื่อ

มาตรการอสังหาฯ ช่วยตลาด ควบคู่ประเมินกำลังผู้กู้

ที่ผ่านมา ภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์และช่วยลดต้นทุนให้ประชาชน อาทิ การลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท รวมถึงการผ่อนคลายหลักเกณฑ์ Loan to Value หรือ LTV ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยและสนับสนุนกิจกรรมในตลาดอสังหาริมทรัพย์

อีกด้านหนึ่ง การเข้าถึงสินเชื่อที่สะดวกขึ้นจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการประเมินความสามารถในการชำระหนี้อย่างเหมาะสม เพื่อให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัย โดยไม่สร้างภาระทางการเงินเกินกำลังในระยะยาว

ลูกหนี้เข้ามาตรการแล้ว บางส่วนยังกลับมาจ่ายปกติไม่ได้

อีกโจทย์ที่ต้องติดตามคือผลลัพธ์ของมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ โดยข้อมูลที่ถูกนำเสนอระบุว่า ช่วงปี 2562-2568 ลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือ เช่น คลินิกแก้หนี้ และโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” มีสัดส่วนประมาณ 23% ของลูกหนี้ที่มีหนี้เสีย

ในกลุ่มดังกล่าว มีประมาณ 15% ที่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ ขณะที่ประมาณ 85% ยังมีปัญหาในการชำระหนี้ และประมาณ 42% อยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินคดี

ตัวเลขดังกล่าวทำให้การแก้ปัญหาหนี้จำเป็นต้องพิจารณามากกว่าการพักชำระหรือปรับโครงสร้างหนี้ โดยมาตรการช่วยเหลือยังมีบทบาทในการเพิ่มเวลาและลดภาระให้ลูกหนี้ แต่เงื่อนไขควรสอดคล้องกับความสามารถในการชำระของแต่ละราย

สภาพัฒน์ชี้เพิ่มรายได้ควบคู่แก้หนี้

แนวทางระยะยาวที่ สศช. ให้ความสำคัญคือการยกระดับรายได้ของครัวเรือนควบคู่กับมาตรการจัดการหนี้ เนื่องจากหากรายได้เพิ่มขึ้นไม่ทันค่าใช้จ่ายและภาระผ่อนชำระ ครัวเรือนอาจจำเป็นต้องก่อหนี้เพิ่มเติมเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยในเวลานี้จึงต้องติดตามทั้ง 3 ตัวเลขควบคู่กัน ได้แก่ ยอดหนี้รวม 16.41 ล้านล้านบาท สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่ลดลงเหลือ 85.9% และคุณภาพหนี้ โดยเฉพาะหนี้ค้างชำระ 31-90 วัน จำนวน 5.53 แสนล้านบาท ซึ่งยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

โจทย์ต่อจากนี้จึงอยู่ที่การเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ให้ตรงกลุ่ม ควบคู่การพิจารณาสินเชื่ออย่างรอบคอบ และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มรายได้ครัวเรือน ซึ่งจะช่วยให้การลดภาระหนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง