วิกฤตหนี้ครัวเรือนปี 69 คนไทยแบกหนี้เฉียด 8 แสนต่อครัวเรือน วัย 30 เริ่มติดกับดักเป็นหนี้แล้ว

วิกฤตหนี้ครัวเรือนปี 69 คนไทยแบกหนี้เฉียด 8 แสนต่อครัวเรือน
สถานการณ์การเงินของคนไทยตอนนี้เริ่มน่าเป็นห่วงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผลสำรวจล่าสุด จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ให้เห็นว่า แต่ละบ้านต้องแบกหนี้สูงเฉลี่ยเกือบ 8 แสนบาท และที่น่าตกใจคือ ช่วงอายุแค่ 30 ปี ก็เริ่มติดดักแถมมีหนี้สินกันแล้วโดยเฉพาะ "หนี้บัตรเครดิต" แต่สิ่งที่น่ากังวล เมื่อผลสำรวจพบว่าคนไทยมากกว่าครึ่งไม่มีเงินก้อนไว้ใช้ยามฉุกเฉิน
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า หนี้ครัวเรือนไทยปี 2569 มีจำนวนหนี้สินครัวเรือนฉลี่ยอยู่ที่ 794,945.49 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มทำสำรวจมาตั้งแต่ปี 2552 โดยสินเชื่อส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในระบบเป็นหลัก
ประเด็นที่น่ากังวลคือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรื้อรัง โดยพบว่าประชาชนเริ่มก่อหนี้ตั้งแต่อายุ 30 ปี และกลุ่มวัยเกษียณต้องแบกรับภาระหนี้เฉลี่ยเกิน 300,000 บาท ทำให้ไม่สามารถผ่อนคลายภาระหนี้ได้แม้เกษียณมาแล้ว 10 ปี ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดหนี้เสีย (NPLs) หรือไม่สามารถดูแลตัวเองได้
แบกภาระ ค่าครองชีพสูงขึ้น
นอกจากนี้ พบว่าครัวเรือนที่มีผู้มีรายได้เพียง 1-2 คน ต้องแบกรับสมาชิกที่ไม่มีรายได้อีก 3 ถึง 5 คน หรือมากกว่า 5 คนขึ้นไป คิดเป็นสัดส่วนรวมกันสูงเกือบร้อยละ 60 ทำให้เมื่อเกิดปัญหาติดขัดทางเศรษฐกิจ ครัวเรือนจะฟื้นตัวได้ยาก โดยกลุ่มที่มีปัญหาหนักที่สุดคือครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน ซึ่งประสบปัญหาในการดำรงชีพท่ามกลางภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น
หากพิจารณาลักษณะการก่อหนี้ พบว่า 72% ของกลุ่มตัวอย่างมีเฉพาะหนี้ในระบบ เพิ่มขึ้นจาก 50.9% ในปี 2568 ขณะที่ผู้มีเฉพาะหนี้นอกระบบลดลงเหลือ 5% จาก 15.4% และผู้ที่มีทั้งหนี้ในและนอกระบบลดลงเหลือ 23% จาก 33.7%
หนี้บัตรเครดิต : กู้หนักสุด
ประเภทหนี้ที่พบมากที่สุดในปี 2569 ได้แก่ หนี้บัตรเครดิต 55.1% รองลงมาเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อการอุปโภคบริโภค 45.8% สินเชื่อยานพาหนะ 41.9% สินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจ 33.6% และสินเชื่อที่อยู่อาศัย 27.2% ขณะที่หนี้ Buy Now Pay Later หรือ BNPL อยู่ที่ 14.2% เพิ่มขึ้นจาก 6.2% ในปีก่อน
สำหรับหนี้ส่วนบุคคลและบัตรเครดิต ส่วนใหญ่นำไปใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค 23.6% ซื้อสินค้าคงทน 21.8% ซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 13.5% และนำไปชำระหนี้เดิม 12.1% สะท้อนว่าหนี้บางส่วนถูกใช้เพื่อประคองการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและหมุนภาระหนี้เดิม
ส่วนกลุ่มที่ก่อหนี้เพื่อประกอบธุรกิจ พบว่า 57.2% ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนหรือเสริมสภาพคล่อง เพิ่มขึ้นจาก 32.5% ในปี 2568 รองลงมาเป็นการลงทุนทางการเกษตรรอบใหม่ 19.5% และใช้เพื่อขยายกิจการ 7.8%
ครัวเรือนไทย แทบไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอ
ขณะที่นางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลสำรวจยังพบว่า ครัวเรือนไทยกว่าครึ่งไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอ และมีแนวโน้มการเก็บออมลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีพฤติกรรมการออม ดังนี้
การเก็บออมเพื่อใช้ยามฉุกเฉินในปัจจุบัน พบว่า ไม่เคยเก็บออม 27.8%, เคยมีเหลือเก็บแต่ตอนนี้ไม่พอเก็บ 24.3%, มีเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายน้อยกว่า 3 เดือน 20.4%, มีเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย 6 เดือนขึ้นไป 14.5% และมีเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย 3-6 เดือน 13.0% ส่วนการเก็บออมเมื่อเทียบกับปีก่อน พบว่า ไม่มีเก็บออม 42.6% เท่าเดิม 24.0% ลดลง 22.6% และเพิ่มขึ้น 10.8%
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
