รีเซต

วิกฤตศรัทธา "ทรัมป์"? คะแนนนิยมต่ำสุด แก้ค่าครองชีพไม่ได้ สงครามใช้จ่ายพุ่ง

วิกฤตศรัทธา "ทรัมป์"?  คะแนนนิยมต่ำสุด แก้ค่าครองชีพไม่ได้ สงครามใช้จ่ายพุ่ง
TNN ช่อง16
29 กันยายน 2569 ( 08:00 )
9

คะแนนนิยม “ทรัมป์” ร่วงเหลือ 32% ต่ำสุดในเส้นทางการเมือง เมื่อค่าครองชีพพุ่ง น้ำมันแพง และสงครามอิหร่านยืดเยื้อ ขณะที่ต้นทุนสงครามสหรัฐฯ แตะ 43,600 ล้านดอลลาร์ 


ค่าครองชีพกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของ “ทรัมป์”


ชีวิตของเราลำบากมากขึ้น เพราะผู้นำประเทศไม่ดี? นี่อาจจะเป็นคำถามที่คนอเมริกันกำลังคิดอยู่ตอนนี้


เพราะล่าสุด มีรายงานว่า คะแนนนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ในเวลานี้ ได้ลดลงไปอย่างหนัก เรียกได้ว่าเป็นจุดที่ต่ำสุดของเส้นทางการเมืองก็ว่าได้


ที่น่าสนใจ คือ เหตุผลที่คนอเมริกาไม่ปลื้ม อาจไม่ได้มาจากเรื่องการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นเรื่องง่าย ๆ คือ ของแพง ค่าครองชีพพุ่ง


ล่าสุด Reuters รายงานว่า คะแนนนิยมของทรัมป์ร่วงลงเหลือเพียง 32% ต่ำที่สุดในเส้นทางการเมืองของทรัมป์ จากการสำรวจ Reuters/Ipsos ที่เก็บข้อมูลวันที่ 17–20 กันยายน 2569 จากผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน 1,277 คน 


และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ แม้กระทั่งฐานเสียงจากรีพับลิกัน พรรคของเขาเอง คะแนนนิยมก็ยังหายไป โดยลดลงจาก 82% เหลือ 73%


แต่ตัวเลขที่สำคัญ และน่าสนใจที่สุดที่อยากจะย้ำกัน คือ 17%


17% ที่ระบุว่า ชาวอเมริกันเพียง 17% เท่านั้นที่พอใจกับการรับมือปัญหา “ค่าครองชีพ” ของทรัมป์ 


เพราะอย่าลืมว่า วันแรกที่ทรัมป์รับตำแหน่ง สิ่งที่ทรัมป์ได้ประกาศหาเสียงเอาไว้คือ จะจัดการกับเงินเฟ้อและค่าครองชีพ และจะพยายามยุติสงครามต่างประเทศ และวันนี้ผ่านมาไม่ถึง 2 ปี ผลงานที่ออกมาในสายตาประชาชน อาจยังไม่ตอบโจทย์ที่ทรัมป์เคยหาเสียงเอาไว้


สงครามอิหร่าน กระแทกถึงราคาน้ำมัน


ค่าครองชีพสำคัญแค่ไหน คำตอบคือสำคัญอย่างมาก เพราะนี่คือเรื่องของปากท้อง เรื่องของเงินในกระเป๋าของทุกคน


และถามว่าปัญหามาจากไหน คำตอบหนึ่งคือ มาจากสงครามอิหร่าน และมีผลข้ามโลกมาถึงสหรัฐฯ แม้จะไม่ใช่การโจมตีมาถึงในพื้นที่ แต่แรงกระแทกก็กระเพื่อมมาถึงเศรษฐกิจได้ โดยเฉพาะน้ำมัน ซึ่งเป็นหัวใจของทุกภาคส่วน


ล่าสุดราคาน้ำมันในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะดีเซล ที่ราคาแพงขึ้นไม่หยุดจนทำสถิติใหม่แบบต่อเนื่อง


สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ หรือ EIA รายงานว่า ในสัปดาห์วันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกเฉลี่ยในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 6.529 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เพิ่มขึ้น 24.4 เซนต์จากสัปดาห์ก่อน และเป็นระดับสูงสุดในชุดข้อมูลของ EIA 


ราคาดีเซลที่พุ่งขึ้นไม่ได้กระทบแค่คนที่ต้องเติมน้ำมัน แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาอุปทานพลังงานและกำลังการกลั่นที่ตึงตัว ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ จนล่าสุดทำให้ทรัมป์มีแนวคิดที่จะจำกัดและระงับการส่งออกดีเซลไปต่างประเทศ


ดีเซลแพง ไม่ได้จบแค่หน้าปั๊ม


อย่าลืมว่า นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของคนขับรถที่ต้องเติมน้ำมันดีเซล แต่ ดีเซล คือ ต้นทุนของโลก


ดีเซลเป็นเชื้อเพลิงของเศรษฐกิจ ทั้งรถบรรทุก เครื่องจักรก่อสร้าง ภาคเกษตร และระบบขนส่งสินค้า ดังนั้นสิ่งที่จะแพงขึ้นตามมา ก็อาจจะลามไปได้หมด ตั้งแต่ค่าขนส่ง อาหาร ไปจนถึงต้นทุนการก่อสร้าง และสุดท้ายปลายทางก็คือประชาชนที่ต้องจ่ายเงินมากขึ้น


รัฐบาลสหรัฐฯ ก็แบกต้นทุนสงคราม


อีกหนึ่งเรื่องสำคัญ คือ ไม่ใช่แค่ประชาชนที่แบกรับ แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ก็เสี่ยงหนักไม่แพ้กัน เพราะต้นทุนในการทำสงครามไม่น้อยไม่ธรรมดา และรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังแบกรับต้นทุนการสู้รบที่เพิ่มขึ้น


ถ้ามองเรื่องนี้จากอีกด้านหนึ่ง จะพบว่าไม่ใช่แค่ประชาชนชาวอเมริกันที่กำลังเจอปัญหาค่าครองชีพ แต่รัฐบาลสหรัฐฯ เองก็กำลังแบกรับต้นทุนสงครามก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ


ข้อมูลจาก U.S. Central Command หรือ CENTCOM ระบุว่า ต้นทุนสงครามอิหร่านนับจนถึงวันที่ 3 กันยายน 2569 อยู่ที่ประมาณ 43,600 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 1.4 ล้านล้านบาท โดยส่วนหนึ่งเป็นค่าอาวุธและยุทโธปกรณ์ประมาณ 28,100 ล้านดอลลาร์ 


ขณะที่ CBO หรือสำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ ประเมินว่า หากการสู้รบเดินหน้าต่อ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะส่งแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ โดยในไตรมาสแรกของปี 2027 เงินเฟ้อ PCE อาจสูงกว่าประมาณการเดิมในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ราว 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์


ดังนั้น “ต้นทุนสงคราม” จึงไม่ได้จบอยู่ที่งบกลาโหม แต่สามารถไหลต่อไปถึง ราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และสุดท้ายก็คือค่าครองชีพของประชาชน


สงคราม–น้ำมัน–คะแนนนิยม เชื่อมกันผ่านค่าครองชีพ


มาถึงตรงนี้จะเห็นชัดเจนว่า ทุกเรื่องที่เล่ามา ตั้งแต่ค่าครองชีพ สงคราม นโยบายของผู้นำ และคะแนนนิยม เกี่ยวพันเชื่อมโยงกันอย่างมากในสหรัฐอเมริกา


ผลสำรวจ Reuters/Ipsos ระบุชัดเจนว่า ชาวอเมริกันมีความรู้สึกไม่พอใจต่อการจัดการค่าครองชีพ โดยมีเพียง 17% ที่พอใจกับการรับมือเรื่องนี้ของทรัมป์


ขณะเดียวกัน มีชาวอเมริกันเพียง 34% ที่ระบุว่าสนับสนุนการโจมตีอิหร่าน ขณะที่ 82% มองว่าความขัดแย้งมีแนวโน้มยืดเยื้อ 


สงคราม ราคาน้ำมัน และคะแนนนิยม แม้จะคนละเรื่อง แต่ทั้งสามเรื่องก็สามารถเชื่อมโยงกันผ่าน “ค่าครองชีพ” และทำให้เรื่องของการเมืองกับเรื่องเศรษฐกิจ อาจจะแยกออกจากกันได้ยาก


เงินเฟ้อสหรัฐฯ กระทบต่อดอกเบี้ยทั่วโลก


จากค่าครองชีพ จากเงินเฟ้อในสหรัฐฯ อย่าคิดว่าไกลตัว เพราะสุดท้ายก็ลามมาถึงนโยบายการเงินที่มีผลต่อทั้งโลก นั่นคือทิศทางของดอกเบี้ย


ล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25%*ในการประชุมวันที่ 15–16 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายขยับขึ้นมาอยู่ในช่วง 3.75–4.00%


เฟดระบุว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนจากพัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม


ปัญหาใหญ่คืออะไร?


การขึ้นดอกเบี้ยเปรียบเหมือนการ “แตะเบรก” เพื่อหยุดเงินเฟ้อ แต่ผลข้างเคียงคือมันทำให้เศรษฐกิจเติบโตช้าลงด้วย


จึงเกิดเป็นความเสี่ยงต่อภาวะที่เรียกว่า Stagflation ที่ “ข้าวของแพง หรือเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจกลับซบเซา หรือโตช้า”


ภาวะนี้จะส่งผลกระทบในแง่ลบต่อประชาชนโดยตรง เพราะ **“รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ”**


สุดท้ายคนวัดเศรษฐกิจจาก “เงินในกระเป๋า”


อย่าลืมว่าสิ่งที่เราทุกคน ประชาชนสัมผัสได้ทุกวัน ไม่ใช่รายงานเศรษฐกิจ ไม่ใช่จีดีพี ไม่ใช่ตัวเลขการส่งออก


แต่คือ เงินในกระเป๋าที่ต้องจ่ายออกไป เช่น วันนี้น้ำมันแพงขึ้นกี่บาท ข้าวหนึ่งจานราคาเท่าไหร่ ค่าเช่าบ้าน ค่าไฟ ค่าน้ำเพิ่มขึ้นแค่ไหน


ดังนั้นปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งขึ้นจึงเป็นเรื่องใหญ่ และแน่นอนว่าภาพนี้ไม่ใช่แค่ในสหรัฐอเมริกาอย่างแน่นอน



ข่าวที่เกี่ยวข้อง