รีเซต

วิเคราะห์น้ำท่วม ทำไมคนรายได้น้อยแบกรับต้นทุนมากกว่า

วิเคราะห์น้ำท่วม ทำไมคนรายได้น้อยแบกรับต้นทุนมากกว่า
TNN ช่อง16
5 ตุลาคม 2569 ( 13:24 )
10

ภัยน้ำท่วมสามารถสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนและทรัพย์สินโดยไม่แบ่งแยกฐานะ แต่ความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวของแต่ละครัวเรือนกลับแตกต่างกัน โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อยที่อาจต้องเผชิญหลายปัญหาพร้อมกัน ตั้งแต่ที่อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยง รายได้ที่หยุดลง ไปจนถึงเงินสำรองที่มีจำกัด

ตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติช่วยให้เห็นฐานทางเศรษฐกิจของครัวเรือนไทยชัดขึ้น ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 ครัวเรือนไทยมีรายได้เฉลี่ย 28,151 บาทต่อเดือน เทียบกับค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 21,984 บาทต่อเดือน หรือมีส่วนต่างประมาณ 6,167 บาท อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นค่าเฉลี่ยระดับประเทศ ไม่ใช่เงินออมจริงของทุกครัวเรือน และยังไม่ได้นำภาระหนี้หรือค่าใช้จ่ายฉุกเฉินมาหักออก

ขณะเดียวกัน หนี้สินเฉลี่ยอยู่ที่ 144,871 บาทต่อครัวเรือน ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นว่า เมื่อเกิดค่าใช้จ่ายก้อนใหม่จากภัยพิบัติ ความสามารถในการรับภาระเพิ่มเติมของแต่ละครอบครัวย่อมแตกต่างกัน

เมื่อระดับน้ำลด ครัวเรือนที่มีเงินสำรอง ประกันภัย หรือรายได้ประจำ อาจเริ่มซ่อมแซมบ้านและกลับเข้าสู่ชีวิตปกติได้เร็วกว่า ขณะที่แรงงานรายวัน ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และครัวเรือนที่ไม่มีเงินสำรอง ต้องจัดการทั้งค่าครองชีพ ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูทรัพย์สิน และรายได้ที่หายไปในช่วงน้ำท่วม

ความเปราะบางเริ่มจากที่อยู่อาศัย

ปัจจัยแรกอยู่ที่พื้นที่อยู่อาศัย ครัวเรือนรายได้น้อยจำนวนหนึ่งมีข้อจำกัดในการเลือกทำเล เนื่องจากราคาที่ดิน ค่าเช่า และค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ทำให้พื้นที่ราคาต่ำกว่า เช่น ชุมชนริมคลอง พื้นที่ลุ่มต่ำ หรือพื้นที่ที่ระบบระบายน้ำยังมีข้อจำกัด เป็นทางเลือกที่สอดคล้องกับกำลังทางการเงินมากกว่า

บ้านในพื้นที่เหล่านี้อาจมีข้อจำกัดด้านโครงสร้าง ไม่สามารถยกระดับพื้นบ้าน ติดตั้งระบบป้องกันน้ำ หรือปรับปรุงอาคารเพื่อรองรับน้ำท่วมเป็นเวลานานได้ เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเติม

บทเรียนจากมหาอุทกภัยปี 2554 แสดงให้เห็นขนาดของความเสียหายด้านที่อยู่อาศัยและเศรษฐกิจ ธนาคารโลกระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นกระทบประชาชนมากกว่า 13 ล้านคน มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 680 คน และสร้างความเสียหายและความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท หรือ 46,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่รายงานของธนาคารโลกระบุว่ามีบ้านถูกทำลายประมาณ 19,000 หลัง

น้ำท่วมหนึ่งวัน อาจหมายถึงรายได้ที่หายไปหนึ่งวัน

ผลกระทบอีกด้านที่เห็นได้ชัดคือรายได้ โดยเฉพาะแรงงานรายวันและผู้ประกอบอาชีพอิสระ

ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2567 พบว่า ประเทศไทยมีผู้มีงานทำประมาณ 40 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานนอกระบบถึง 21.1 ล้านคน หรือ 52.7% มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มีงานทำทั้งหมด

สำนักงานสถิติแห่งชาตินิยามแรงงานนอกระบบว่าเป็นผู้มีงานทำที่ไม่ได้รับความคุ้มครอง หรือไม่มีหลักประกันทางสังคมจากการทำงาน โดยแรงงานนอกระบบ 11.4 ล้านคน หรือ 54.2% อยู่ในภาคเกษตร ขณะที่อีก 36.2% ทำงานในภาคบริการและการค้า

โครงสร้างดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับภัยน้ำท่วม เพราะงานหลายประเภทต้องพึ่งพาพื้นที่ทำงาน การเดินทาง ตลาด พื้นที่เพาะปลูก และสภาพแวดล้อมหน้างาน

เมื่อเส้นทางถูกน้ำท่วม ตลาดปิด สถานประกอบการหยุดดำเนินงาน หรือพื้นที่ประกอบอาชีพไม่สามารถเข้าถึงได้ ผู้ค้ารายย่อย ผู้ขับรถรับจ้าง แรงงานก่อสร้าง ช่าง หรือเกษตรกรบางส่วนอาจไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ

สำหรับแรงงานที่ได้รับค่าจ้างตามวันที่ทำงาน การหยุดทำงานก็หมายถึงรายได้ที่หายไปทันที ขณะที่ค่าอาหาร ค่าเช่าที่พัก ค่างวดรถ ค่าเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัว และภาระหนี้เดิมยังดำเนินต่อ

ข้อมูลแรงงานยังช่วยให้เห็นความแตกต่างระหว่างพื้นที่ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ปี 2567 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแรงงานนอกระบบคิดเป็น 75.2% ของผู้มีงานทำในภูมิภาค รองลงมาคือภาคเหนือ 69.8% และภาคใต้ 58.4%

ข้อมูลส่วนนี้มีความสำคัญต่อการประเมินผลกระทบจากน้ำท่วมในต่างจังหวัด เพราะหลายพื้นที่มีประชากรจำนวนมากประกอบอาชีพที่พึ่งพาพื้นที่เกษตร ตลาด การเดินทาง และการทำงานหน้างาน

เงินสำรองกำหนดความเร็วในการฟื้นตัว

ความสามารถในการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติยังสัมพันธ์กับเงินออมและทรัพย์สินของแต่ละครัวเรือน

ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 ระบุว่า ครัวเรือนไทยมีรายได้เฉลี่ย 28,151 บาทต่อเดือน และค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 21,984 บาทต่อเดือน เมื่อคำนวณจากค่าเฉลี่ยจะมีส่วนต่างประมาณ 6,167 บาทต่อเดือน

ส่วนต่างดังกล่าวไม่ควรตีความว่าเป็นเงินออมของทุกครอบครัว เพราะฐานะ รายได้ หนี้สิน และจำนวนสมาชิกของแต่ละครัวเรือนแตกต่างกัน แต่สามารถใช้ประกอบการมองภาพว่าค่าใช้จ่ายฉุกเฉินจากน้ำท่วม เช่น ค่าที่พัก ค่าทำความสะอาด ค่าซ่อมรถ ค่าซ่อมบ้าน หรือการซื้อเครื่องมือทำกินใหม่ สามารถเพิ่มภาระทางการเงินได้รวดเร็วเพียงใด

สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ ทรัพย์สินบางรายการยังเป็นเครื่องมือสร้างรายได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นรถจักรยานยนต์ รถเข็นขายอาหาร ตู้แช่สินค้า หรือเครื่องมือช่าง

หากทรัพย์สินเหล่านี้เสียหาย ต้นทุนไม่ได้มีเฉพาะค่าซ่อมหรือค่าซื้อใหม่ แต่ยังรวมถึงรายได้ที่หายไประหว่างรอให้กลับมาประกอบอาชีพได้ตามปกติ

ความเสียหายบางส่วนไม่ได้อยู่ในมูลค่าทรัพย์สิน

น้ำท่วมยังมีผลต่อสุขภาพ การศึกษา และการดูแลสมาชิกในครอบครัว ซึ่งประเมินออกมาเป็นมูลค่าทางการเงินได้ยาก

ประชาชนที่จำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขังเป็นเวลานานมีความเสี่ยงจากการสัมผัสน้ำที่ไม่สะอาด รวมถึงโรคผิวหนัง น้ำกัดเท้า และโรคทางเดินอาหาร ขณะที่แรงงานรายวันอาจต้องสูญเสียรายได้เพิ่มเติมหากต้องหยุดงานเพื่อเข้ารับการรักษา

เด็กและเยาวชนอาจได้รับผลกระทบจากหนังสือ ชุดนักเรียน หรืออุปกรณ์การเรียนที่เสียหาย รวมถึงการเดินทางไปโรงเรียน ส่วนครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้ที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ จำเป็นต้องใช้ทั้งเวลาและทรัพยากรเพิ่มเติมในการอพยพและดูแลระหว่างเกิดภัย

หลังน้ำลด ภาระหนี้อาจตามมา

อีกตัวเลขที่ต้องพิจารณาควบคู่กับรายได้คือหนี้ครัวเรือน สำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 หนี้สินเฉลี่ยของครัวเรือนไทยอยู่ที่ 144,871 บาทต่อครัวเรือน

เมื่อครัวเรือนมีภาระหนี้อยู่ก่อนแล้ว การสูญเสียรายได้พร้อมกับค่าใช้จ่ายในการซ่อมบ้านหรือซื้อเครื่องมือประกอบอาชีพใหม่ อาจทำให้ต้องจัดสรรเงินที่มีอยู่อย่างจำกัดมากขึ้น

กรณีที่พบได้ทั่วไป เช่น ผู้ค้ารายย่อยต้องหยุดประกอบอาชีพหลายวัน วัตถุดิบหรืออุปกรณ์ได้รับความเสียหาย แต่ยังมีค่าเช่าและค่าใช้จ่ายประจำ หากเงินสดไม่เพียงพอ การกู้ยืมอาจกลายเป็นทางเลือกสำหรับนำเงินมาซ่อมอุปกรณ์และซื้อสินค้าเพื่อเริ่มต้นอาชีพอีกครั้ง

บทเรียนหลังน้ำท่วมปี 2554 ยังพบปัญหาในลักษณะเดียวกัน ธนาคารโลกระบุว่า ครัวเรือนรายได้น้อยบางส่วนประสบปัญหารายได้หาย ไม่สามารถชำระหนี้เดิม และภาระหนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะครัวเรือนที่พึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบ

เงินช่วยเหลือ 9,000 บาท กับต้นทุนหลังน้ำท่วม

ด้านมาตรการภาครัฐ ปัจจุบันรัฐบาลยังเดินหน้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยหลักเกณฑ์สำหรับฤดูฝนปี 2569 กำหนดเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท ตามเงื่อนไขที่กำหนด

ตัวอย่างเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 รัฐบาลรายงานว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. เตรียมโอนเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจังหวัดน่านรอบแรก 15,215 ครัวเรือน รวม 136.93 ล้านบาท ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569

หากนำเงินช่วยเหลือ 9,000 บาทมาเปรียบเทียบเชิงอธิบายกับค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของครัวเรือนไทย 21,984 บาทต่อเดือน เงินจำนวนดังกล่าวคิดเป็นประมาณ 41% ของค่าใช้จ่ายเฉลี่ยหนึ่งเดือน

อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบนี้ไม่ได้หมายความว่าเงินช่วยเหลือดังกล่าวถูกกำหนดให้ครอบคลุมความเสียหายทั้งหมด เพราะรัฐบาลกำหนดให้เป็นเงินช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนตามหลักเกณฑ์ ขณะที่ความเสียหายจริงของแต่ละครัวเรือนแตกต่างกัน ทั้งระยะเวลาน้ำท่วม สภาพบ้าน จำนวนสมาชิก และผลกระทบต่ออาชีพ

บทเรียน 1.43 ล้านล้านบาท จากน้ำท่วมปี 2554

มหาอุทกภัยปี 2554 เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า ผลกระทบจากน้ำไม่ได้สิ้นสุดพร้อมกับระดับน้ำที่ลดลง

ธนาคารโลกประเมินความเสียหายและความสูญเสียรวมจากเหตุการณ์ครั้งนั้นไว้ประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท หรือ 46,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยความสูญเสียคิดเป็น 56% ของมูลค่ารวม และภาคเอกชนรับภาระความเสียหายและความสูญเสียประมาณ 90%

เหตุการณ์ดังกล่าวกระทบประชาชนกว่า 13 ล้านคน และธนาคารโลกประเมินในเวลาต่อมาว่า ครัวเรือนรายได้น้อยบางส่วนยังเผชิญความยากลำบากในการฟื้นตัวหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้วหลายปี

การบริหารน้ำต้องเดินคู่กับการลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจ

การรับมือน้ำท่วมจำเป็นต้องดำเนินการทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการดูแลประชาชน ตั้งแต่เขื่อน ประตูระบายน้ำ คลอง ระบบสูบน้ำ ไปจนถึงระบบแจ้งเตือนและแผนอพยพ

ในด้านการช่วยเหลือประชาชน การพัฒนาฐานข้อมูล การประสานงานระหว่างหน่วยงานส่วนกลาง จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงการสำรวจผู้ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว มีส่วนช่วยให้เงินช่วยเหลือและมาตรการฟื้นฟูเข้าถึงประชาชนได้เร็วขึ้น

อีกด้านคือการเพิ่มความสามารถของครัวเรือนในการฟื้นตัว โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบซึ่งมีมากถึง 21.1 ล้านคน การพัฒนาที่อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยง การส่งเสริมการเข้าถึงสินเชื่อฟื้นฟูอัตราดอกเบี้ยต่ำ การช่วยเหลือเครื่องมือประกอบอาชีพ และมาตรการสร้างรายได้หลังน้ำลด ล้วนเป็นกลไกที่สามารถช่วยลดระยะเวลาการฟื้นตัว

เพราะต้นทุนของน้ำท่วมไม่ได้วัดจากระดับน้ำหรือจำนวนบ้านที่ได้รับผลกระทบเท่านั้น แต่ยังรวมถึงจำนวนวันทำงานที่หายไป รายได้ที่สูญเสีย เครื่องมือประกอบอาชีพที่ต้องซ่อม และภาระทางการเงินที่ตามมา

ข้อมูลแรงงานนอกระบบ 21.1 ล้านคน รายได้ครัวเรือนเฉลี่ย 28,151 บาทต่อเดือน ค่าใช้จ่าย 21,984 บาทต่อเดือน และหนี้เฉลี่ย 144,871 บาทต่อครัวเรือน ทำให้เห็นอีกมิติของการบริหารภัยพิบัติว่า นอกจากการเร่งระบายน้ำและฟื้นฟูพื้นที่แล้ว การทำให้ประชาชนกลับมามีรายได้และดำเนินชีวิตตามปกติได้เร็ว เป็นอีกส่วนสำคัญของการฟื้นฟูหลังน้ำลด

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง