รีเซต

จับตา "เอลนีโญ" เสี่ยงดันเงินเฟ้อ-ค่าครองชีพพุ่ง! กระทบปากท้องคนไทยแบบไม่รู้ตัว?

จับตา "เอลนีโญ" เสี่ยงดันเงินเฟ้อ-ค่าครองชีพพุ่ง! กระทบปากท้องคนไทยแบบไม่รู้ตัว?
TNN ช่อง16
1 กรกฎาคม 2569 ( 11:03 )
3

เตือน! การเงินไทยรับแรงกดดันใหม่ "เอลนีโญ" ภัยแล้งกระแทกเศรษฐกิจ เสี่ยงดันราคาอาหาร-กระทบดอกเบี้ย


ปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" (El Niño) ในปี 2569 ได้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยง ที่ธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) ให้ความสำคัญในช่วงครึ่งปีหลังจากนี้่ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร เงินเฟ้อ รายได้ครัวเรือน และเสถียรภาพของระบบการเงินไทย เป็นภาพที่ต่างจากช่วงหลายปีที่ผ่านมา ที่ปัจจัยที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยส่วนใหญ่มักมาจากภาวะเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นหลัก


"ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ" กดดันนโยบายการเงินได้อย่างไร?  


คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประเมินว่า แม้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังมีแนวโน้มขยายตัวประมาณ 2.3% สูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี วัฏจักรการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Cycle) และการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวดี แต่ความเสี่ยงในช่วงครึ่งหลังของปีเริ่มเปลี่ยนจากปัจจัยด้านพลังงานมาสู่ผลกระทบจากภัยแล้งและเอลนีโญ ซึ่งอาจทำให้ราคาอาหารสดปรับตัวสูงขึ้นและกลายเป็นแรงผลักดันเงินเฟ้อรอบใหม่


นายดอน นาครทรรพ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน ระบุว่า แม้ราคาน้ำมันโลกจะเริ่มลดลงจากสมมติฐานเดิมที่คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะอยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เหลือประมาณ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อจากหมวดพลังงานเริ่มคลี่คลายลง แต่ความเสี่ยงใหม่กลับอยู่ที่หมวดอาหารสด ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งที่เกิดจากเอลนีโญ


การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนว่าโครงสร้างเงินเฟ้อของไทยกำลังเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่ราคาพลังงานเป็นตัวแปรหลัก กลายเป็นความเสี่ยงจากภาคเกษตรและสภาพอากาศมากขึ้น นับเป็นแนวโน้มเดียวกับหลายประเทศทั่วโลกที่เริ่มเผชิญ "Climate Inflation" หรือเงินเฟ้อที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ


แม้ กนง. จะปรับลดประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปของปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 1.4% และคาดว่าเงินเฟ้อพื้นฐานจะอยู่ในระดับ 1.5% ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ก็ยอมรับว่า หากสถานการณ์เอลนีโญรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้ เงินเฟ้ออาจเร่งตัวเร็วกว่าคาด โดยเฉพาะจากราคาผัก ผลไม้ ข้าว เนื้อสัตว์ และสินค้าอาหารสดอื่น ๆ ที่มีความอ่อนไหวต่อสภาพอากาศ


"น้ำ" คือ หัวใจของภาคเกษตร และเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของไทย 


เหตุผลสำคัญคือประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีภาคเกษตรเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญ แม้สัดส่วนภาคเกษตรในผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะอยู่เพียงประมาณ 8-9% แต่มีแรงงานมากกว่า 30% ของประเทศอยู่ในภาคการเกษตร และยังเป็นฐานการผลิตสินค้าอาหารเพื่อการบริโภคและการส่งออก หากเกิดภัยแล้งต่อเนื่อง ผลผลิตทางการเกษตรจะลดลงทันที


ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ชี้ว่า เอลนีโญมักทำให้อุณหภูมิในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สูงกว่าค่าเฉลี่ย ขณะที่ปริมาณฝนลดลง ส่งผลให้หลายประเทศเผชิญปัญหาผลผลิตทางการเกษตรลดลง โดยเฉพาะข้าว อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง รวมถึงพืชผักและผลไม้หลายชนิด


สำหรับประเทศไทย ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเกษตรกร แต่ส่งผ่านมายังผู้บริโภคโดยตรง เพราะเมื่อผลผลิตลดลง ปริมาณสินค้าในตลาดย่อมลดลงตามกลไกอุปสงค์และอุปทาน ส่งผลให้ราคาอาหารสดปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)


เมื่อราคาอาหารสูงขึ้น ครัวเรือนจำเป็นต้องใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับค่าอาหาร ทำให้เหลือเงินสำหรับใช้จ่ายสินค้าและบริการประเภทอื่นลดลง ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยอาจชะลอตัวลง แม้ภาคท่องเที่ยวและการส่งออกจะยังขยายตัวก็ตาม


นักเศรษฐศาสตร์มองว่า ผลกระทบของเงินเฟ้อด้านอาหารรุนแรงกว่าการปรับขึ้นของราคาพลังงานในบางกรณี เนื่องจากอาหารเป็นสินค้าจำเป็น ทุกครัวเรือนต้องบริโภคทุกวัน โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อยที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหารสูงกว่ากลุ่มรายได้สูง จึงได้รับผลกระทบจากราคาอาหารที่เพิ่มขึ้นมากกว่า


ค่าครองชีพพุ่ง กดดันหนี้ครัวเรือนไทย กระทบเศรษฐกิจ


นอกจากผลกระทบต่อค่าครองชีพแล้ว เอลนีโญยังอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบการเงินอีกหลายด้าน หากภัยแล้งทำให้ผลผลิตเสียหายมาก แม้ว่าราคาสินค้าเกษตรบางชนิดจะปรับตัวสูงขึ้น แต่รายได้รวมของเกษตรกรอาจกลับลดลง เพราะปริมาณผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนภาคเกษตร


ในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า สินเชื่อของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ยังคงหดตัวต่อเนื่อง ขณะที่แนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เริ่มปรับเพิ่มขึ้น หากภาคเกษตรได้รับผลกระทบจากภัยแล้งเพิ่มเติม ย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อคุณภาพสินเชื่อของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะธนาคารที่มีสัดส่วนสินเชื่อภาคเกษตรและธุรกิจเกี่ยวเนื่องในระดับสูง


ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับประมาณ 85-86% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค การเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพจากราคาอาหารจึงยิ่งทำให้ครัวเรือนมีรายได้เหลือหลังชำระหนี้น้อยลง ส่งผลต่อกำลังซื้อและความสามารถในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม


อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือผลต่อการดำเนินนโยบายการเงิน แม้ปัจจุบัน กนง. มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่หากเงินเฟ้อจากราคาอาหารเร่งตัวสูงกว่าคาด ธนาคารกลางอาจต้องเผชิญโจทย์ที่ซับซ้อนมากขึ้น เพราะต้องสร้างสมดุลระหว่างการดูแลเงินเฟ้อกับการรักษาการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งยังต่ำกว่าระดับศักยภาพ


อย่างไรก็ตาม กนง. ย้ำว่า พร้อมปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินหากพบว่าแรงกดดันเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงกว่าที่ประเมินไว้ โดยเฉพาะหากการส่งผ่านต้นทุนจากผู้ผลิตมายังผู้บริโภค (PPI Pass-through) เกิดขึ้นในวงกว้าง หรือเกิดความเสี่ยงใหม่จากภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าของสหรัฐฯ



ครึ่งปีหลัง จับตา เศรษฐกิจ ถูก "เผา" จากเอลนีโญ? 


ขณะที่ล่าสุด รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทยเดือนพฤษภาคม 2569 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยโดยรวมยังคงทรงตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า แม้ภาคการส่งออกสินค้าจะชะลอลง แต่ได้รับแรงสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยว การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงแต่ทรงตัว และตลาดแรงงานโดยรวมยังมีเสถียรภาพ


อย่างไรก็ตาม นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. เปิดเผยว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในระยะต่อไป ได้แก่ ผลกระทบจากค่าครองชีพและต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าของสหรัฐ ผลของมาตรการภาครัฐต่อเศรษฐกิจ รวมถึงสถานการณ์สภาพอากาศและผลกระทบจากเอลนีโญที่อาจกระทบภาคเกษตรและเศรษฐกิจโดยรวมในช่วงที่เหลือของปี


ด้านองค์กรระหว่างประเทศ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารโลก (World Bank) และธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ต่างเตือนตรงกันว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาภาคเกษตร เนื่องจากภัยแล้งและสภาพอากาศสุดขั้วสามารถผลักดันเงินเฟ้อด้านอาหาร เพิ่มความผันผวนของรายได้ครัวเรือน และทำให้ธนาคารกลางดำเนินนโยบายการเงินได้ยากขึ้น


สำหรับประเทศไทย สัญญาณที่ กนง. หรือธนาคารแห่งประเทศไทย ส่งออกมาครั้งนี้จึงสะท้อนว่า "เอลนีโญ" ไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเงินที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะผลกระทบสามารถส่งผ่านจากภาคเกษตรไปสู่ราคาอาหาร ค่าครองชีพ กำลังซื้อของประชาชน คุณภาพสินเชื่อของสถาบันการเงิน และท้ายที่สุดอาจมีอิทธิพลต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป หากสถานการณ์ภัยแล้งรุนแรงและยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง