เชียร์หุ้นแบงก์ทะยานต่อ ชู KBANK-KTB เด่นสุด

นักวิเคราะห์ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นธนาคาร เพราะนอกจากแนวโน้มกำไรจะฟื้นตัวจากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงที่สิ้นสุดแล้ว ยังจะได้แรงส่งเพิ่มเติมจากการเติบโตของสินเชื่อ ตามวงจรการลงทุนครั้งใหญ่ รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการความมั่งคั่ง ที่กลายมาเป็นตัวผลักดันกำไรได้อย่างโดดเด่น และจากปัจจัยทั้งหมดนี้ ทำให้นักวิเคราะห์เชื่อว่าหุ้นธนาคารจะบวกนำตามตลาดในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า
บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี มองว่าหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย จะกลับมาเป็นผู้นำตลาดอีกครั้ง โดยประเมินว่ามีโอกาสที่ราคาหุ้นจะ Outperform ตลาดและให้ผลตอบแทนโดดเด่นในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า ซึ่งโมเมนตัมขาขึ้นของกลุ่มธนาคารในรอบนี้ ไม่ได้ขับเคลื่อนเพียงเรื่องผลประกอบการงวดไตรมาส 2 ที่ออกมาดีกว่าคาด แต่กำลังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของวัฏจักรเศรษฐกิจและการลงทุน ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับ "PBV" (Re-rating) ของทั้งกลุ่มในระยะถัดไป
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่ากลุ่มธนาคาร มี 4 แรงส่งที่มีนัยสำคัญ ซึ่งจะขับเคลื่อนราคาหุ้นในช่วงถัดไป ได้แก่
แรงส่งแรก ตลาดเริ่มสะท้อนว่า วัฏจักรการลดดอกเบี้ยใกล้เข้าสู่ช่วงท้ายแล้ว ทำให้แรงกดดันต่อส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) และ Valuation ของกลุ่มธนาคารทยอยลดลง ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์แข็งแกร่งกว่าที่ตลาดเคยกังวล
แรงส่งที่ 2 คือ Investment Cycle รอบใหม่กำลังกลับมา ซึ่งในส่วนนี้ หลักทรัพย์ กรุงศรีมองว่าจะเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อสินเชื่อภาคธุรกิจและการเติบโตของธนาคาร หนุนด้วยการลงทุนภาครัฐของไทยที่มีแนวโน้มเร่งตัว อิงจากนโยบายรัฐบาลที่เดินหน้าปรับแนวคิด Landbridge สู่โครงการ Missing Links Infrastructure ซึ่งมีโอกาสเร่งการลงทุนได้เร็วและเป็นรูปธรรมมากกว่าเดิม ซึ่งฝ่ายวิจัยฯ มองว่าปัจจัยทั้งหมดจะหนุน Corporate Loan Growth ในระยะถัดไป
แรงส่งที่ 3 คือรายได้ค่าธรรมเนียม (Fee Income) ที่กลับมาเป็น Growth Driver โดยฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่าโครงสร้างรายได้ของธนาคารกำลังเปลี่ยนไป โดยรายได้จาก Wealth Management และธุรกิจลงทุนกลับมาเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งช่วยลดการพึ่งพารายได้ดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว
แรงส่งที่ 4 คือการประเมินมูลค่า ที่พบว่า Consensus ส่วนใหญ่ ยังอิงกรอบ Valuation ในช่วง 5 ปีหลัง ซึ่งเป็นช่วงที่การลงทุนต่ำ, Credit Growth ชะลอ, Digital Disruption ที่กดดันรายได้ค่าธรรมเนียม แต่ความเห็นของฝ่ายวิจัยฯ มองว่าโครงสร้างเศรษฐกิจเริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางบวก รายได้ใหม่ๆ ขยายตัว ขณะที่ Credit Growth เริ่มฟื้น และคล้ายกับช่วงปี 2009 – 2015 ซึ่งเป็นรอบ Investment-led Growth ดังนั้น ฝ่ายวิจัยฯ จึงประเมินว่ามีโอกาสที่จะเห็น "PBV Re-rating" เกิดขึ้นอีกครั้ง โดยปัจจุบัน PBV กลุ่มธนาคารเฉลี่ยเพียง 0.93 เท่า ในขณะที่ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินกรอบเหมาะสมของรอบนี้อยู่ที่ 1.2 - 1.4 เท่า แม้ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดในอดีตที่ 1.8 - 2.2 เท่า แต่มี Upside จากระดับปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ
แรงส่งสุดท้าย คือกระแส Fund Flow ต่างชาติที่มีโอกาสไหลเข้าไทยต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน มองว่าไทยมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากการโยกย้ายเงินลงทุนในภูมิภาค โดยเฉพาะจากอินโดนีเซียที่มีความเสี่ยงเฉพาะตัว เช่นความเสี่ยงที่ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย อาจถูก MSCI ปรับลดน้ำหนักในรอบการประเมินสิงหาคมนี้ ซึ่งหากเกิดขึ้น คาดจะกระทบ Fund Flow ราว 600 - 800 ล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ ผลประกอบการกลุ่มธนาคารอินโดนีเซียเอง ก็เริ่มอ่อนแอลง เช่นเดียวกับ Loan Growth ที่มีแนวโน้มจำกัดกำไรครึ่งปีหลัง และอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ คือระดับเงินกองทุน (Tier1 Ratio) ของธนาคารในอินโดนีเซีย ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 17.5 ถือว่าใกล้กรอบเป้าหมายที่ร้อยละ 17 - 18 แล้ว ทำให้โอกาสเพิ่ม Dividend Payout มีจำกัด และอาจเป็น Downside ต่อความคาดหวังเงินปันผลโดยรวม ซึ่งจะหนุนเงินไหลเข้าธนาคารไทยที่มีภาพบวกสวนทางกัน และเมื่อบวกความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐบาลอินโดนีเซีย ทั้งมาตรการตรวจสอบภาษีการยึดทรัพย์และแนวคิดภาษีความมั่งคั่งซึ่งอาจกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ ฝ่ายวิจัยฯ จึงมองว่าธนาคารพาณิชย์ไทยเป็นกลุ่มแรกที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากกระแส Fund Rotation ในเชิงเปรียบเทียบ
จากมุมมองที่กล่าวมาทั้งหมดฝ่ายวิจัยฯ จึงให้น้ำหนัก “Overweight” สำหรับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย โดยมองว่าการฟื้นตัวรอบนี้ มีโอกาสพัฒนาไปสู่ Re-rating Cycle มากกว่าเป็นเพียงการฟื้นตัวของกำไรระยะสั้น ส่วนในเชิงกลยุทธ์ หุ้นเด่นที่ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำ ได้แก่ KBANK และ KTB
โดยในส่วนของ KBANK มองราคาเป้าหมายไว้ที่ 300 บาท จากจุดเด่นด้านรายได้ค่าธรรมเนียม-บริการ (Net Fee) ของธุรกิจ Wealth Management ที่เติบโตดี ซึ่งเป็นตัวหนึ่งที่ผลักดันกำไรสุทธิ นอกจากนี้ ยังคาดว่าธนาคารจะสามารถบริหารคุณภาพสินทรัพย์ได้ดีทั้งค่าใช้จ่ายสำรอง (credit cost) และ NPL รวมถึงสามารถรักษาระดับเงินปันผลต่อปี (dividend yield) ที่ร้อยละ 6 ได้ โดยงวดครึ่งปีแรกคาดจะจ่ายปันผลที่ 2.0 บาท/หุ้น นอกจากนั้น ยังมีโอกาสจ่ายเงินปันผลพิเศษจากเงินที่เหลือจากโครงการซื้อหุ้น
ส่วน KTB ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 55 บาท โดยมองว่าในแง่คุณภาพสินทรัพย์แข็งแกร่ง และเป็นธนาคารที่จะได้อานิสงส์จากการลงทุนภาครัฐและโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ระดับ Valuation ยังน่าสนใจเมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโต พร้อมคาดธนาคารจะสามารถรักษาระดับ ROE ที่ร้อยละ 10 และเงินปันผล (dividend yield) ต่อปีที่ร้อยละ 6 ได้โดยเงินปันผลงวดครึ่งปีแรก คาดว่าจะจ่ายที่ 0.43 บาท/หุ้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
