หยุด! "ฟอกขาวฆาตกร" จิตแพทย์แนะ "เข้าใจ" ได้ แต่ไม่มีสิทธิ์ทำร้ายใคร

นพ.เจษฎา ทองเถาว์ แพทย์เฉพาะทางสาขาจิตเวชศาสตร์ จิตแพทย์ประจำ รพ.พระศรีมหาโพธิ์ จ.อุบลราชธานี
ได้โพสต์เฟซบุ๊ก "คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา" โดยระบุว่า
การฟอกขาวฆาตกร คืออะไร และมันอันตรายยังไง?
หลังเหตุการณ์ยิงของเยาวชนที่กลายเป็นโศกนาฏกรรมรุนแรง มีคุณครูเสียชีวิตหลายคน สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการสืบค้นว่า เด็กคนนี้เคยเจออะไรมาบ้าง ถูกกลั่นแกล้งหรือไม่ มีปัญหากับครู โรงเรียน หรือครอบครัวอย่างไร เพื่อพยายามอธิบายว่าอะไรทำให้เด็กคนหนึ่งเดินมาถึงวันที่ก่อเหตุรุนแรงเช่นนี้
การค้นหาสาเหตุไม่ใช่เรื่องผิดครับ เพราะถ้าเราต้องการป้องกันเหตุการณ์ครั้งต่อไป เราจำเป็นต้องเข้าใจปัจจัยเบื้องหลัง แต่มีเส้นบางๆระหว่าง “การอธิบายพฤติกรรม” กับ “การแก้ตัวให้พฤติกรรม” และเมื่อเรื่องราวของความเจ็บปวด การถูกบูลลี่ หรือความอยุติธรรม ถูกเล่าจนภาพของ “ผู้ก่อเหตุ” ค่อยๆกลายเป็น “เหยื่ออีกคนหนึ่ง” นั่นคือจุดที่เราอาจกำลังเริ่มฟอกขาวผู้ก่อเหตุ
สิ่งที่อันตรายคือ คำว่า “เข้าใจได้” อาจค่อยๆเลื่อนไปเป็น “สมเหตุสมผล” ทั้งที่ในทางจิตวิทยา เราสามารถเข้าใจว่าคนคนหนึ่งโกรธ คับแค้น หรือถูกปฏิเสธมามากเพียงใด โดยไม่จำเป็นต้องยอมรับว่าเขาจึงมีสิทธิ์ทำร้ายคนอื่น เพราะ ”Understanding is not excusing : การเข้าใจสาเหตุ ไม่ใช่การยกเว้นความรับผิดชอบ“ ครับ
ยิ่งในยุคโซเชียลมีเดีย การขุดประวัติผู้ก่อเหตุอย่างละเอียด ทั้งชื่อ ใบหน้า บาดแผล แรงจูงใจ และประโยคต่างๆอาจกำลังสร้าง character arc แบบ “เด็กที่ถูกโลกทำร้าย ก่อนกลับมาเอาคืนโลก” ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่ทรงพลังในภาพยนตร์ แต่ในโลกจริง ปลายทางของเรื่องนี้คือ คนที่เสียชีวิตจริง
งานวิจัยจึงพูดถึง contagion หรือ copycat effect โดยมีงานหนึ่งพบว่า หลังเหตุกราดยิงในโรงเรียน ความเสี่ยงของเหตุการณ์ลักษณะคล้ายกันอาจเพิ่มขึ้นชั่วคราวประมาณ 13 วัน แม้เป็นข้อมูลจากสหรัฐฯ และไม่สามารถนำมาทำนายประเทศไทยโดยตรง แต่เตือนเราว่า “วิธีที่สังคมเล่าเรื่องผู้ก่อเหตุ” อาจมีผล โดยเฉพาะเมื่อผู้ก่อเหตุกลายเป็นคนดัง เป็นantihero หรือเป็นต้นแบบของการเอาคืนสำหรับคนเปราะบางบางกลุ่ม
เพราะฉะนั้น ปัญหาไม่ใช่ว่า “ห้ามพูดถึงอดีตของผู้ก่อเหตุ” ครับ เราควรพูดถึงการบูลลี่ ครอบครัว สุขภาพจิต ระบบโรงเรียน สัญญาณเตือน และความล้มเหลวของระบบช่วยเหลือเพื่อเรียนรู้และป้องกัน แต่ *ต้องไม่เล่าจนความแค้นกลายเป็นเรื่องโรแมนติก* และ *ไม่ปล่อยให้เรื่องของผู้ก่อเหตุกลบเรื่องของผู้เสียชีวิต*
เพราะหลังโศกนาฏกรรม เรามักรู้จักฆาตกรภายในไม่กี่วัน แต่กลับแทบไม่รู้เลยว่า คนที่เสียชีวิตเป็นใคร ใครกำลังรอเขากลับบ้าน และชีวิตของเขามีความหมายกับใครบ้าง
เราอาจจำเป็นต้องเข้าใจผู้ก่อเหตุ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ครั้งต่อไปครับ แต่เราไม่จำเป็นต้องทำให้ฆาตกรกลายเป็นตัวละครเอกของโศกนาฏกรรมที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นมาเอง
ข้อมูลจาก เพจ คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา https://www.facebook.com/D2JED/posts/pfbid02tEsoDTj9Y37R5JpRymCGHuuJ9xiv5od1mXtT9d8eCEb2fjd74WH4zbK7UttP4R7bl
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
