รีเซต

หนี้เสียพุ่ง บ้าน-รถถูกยึด สัญญาณเศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง

หนี้เสียพุ่ง บ้าน-รถถูกยึด สัญญาณเศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง
TNN ช่อง16
27 พฤษภาคม 2569 ( 12:37 )
15

ภาพของรถยนต์จอดเรียงเต็มลานประมูล และบ้านหลุดจำนองที่ทยอยเข้าสู่ตลาดขายทอดจำนวนมาก กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญของเศรษฐกิจไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

แม้ตัวเลขหนี้ครัวเรือนโดยรวมจะเริ่มทรงตัวในบางช่วง แต่ “คุณภาพหนี้” กลับน่ากังวลมากขึ้น หลังหนี้เสีย หรือ NPL เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พร้อมกับยอดรถและบ้านถูกยึดที่ขยับสูงขึ้นในหลายพื้นที่

ข้อมูลจากเครดิตบูโร สภาพัฒน์ และหน่วยงานเศรษฐกิจหลายแห่ง สะท้อนภาพตรงกันว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยกำลังเปลี่ยนจาก “ภาระหนี้” ไปสู่ “การสูญเสียทรัพย์สิน” มากขึ้นเรื่อย ๆ

รถถูกยึดทะลุ 3 แสนคัน สัญญาณแรกที่เริ่มเห็นชัด

หนึ่งในตัวเลขที่ถูกจับตามากที่สุด คือ “รถถูกยึด”

ข้อมูลจากลานประมูลรถขนาดใหญ่ในจังหวัดปทุมธานี ระบุว่า ปี 2566 มีรถถูกยึดทั่วประเทศมากกว่า 300,000 คัน จากเดิมเฉลี่ยประมาณ 150,000-180,000 คันต่อปี หรือเพิ่มขึ้นราว 35%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า คนจำนวนไม่น้อยเริ่มผ่อนรถต่อไม่ไหว โดยเฉพาะในช่วงที่รายได้ฟื้นตัวช้า แต่ต้นทุนชีวิตกลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

เครดิตบูโรประเมินว่า กลางปี 2568 ประเทศไทยมีสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ประมาณ 6.1 ล้านสัญญา มูลหนี้รวมกว่า 2.3 ล้านล้านบาท และมีรถถูกยึดสะสมแล้วกว่า 2.3 ล้านคัน มูลหนี้ประมาณ 323,000 ล้านบาท

กลุ่มที่ถูกยึดมากที่สุด คือรถจักรยานยนต์ รองลงมาคือรถยนต์นั่งและรถกระบะ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถที่ใช้ทำมาหากินหรือใช้เดินทางประจำวัน

ขณะเดียวกัน ยังมีรถอีกกว่า 800,000 คัน ที่อยู่ในกลุ่ม “จ่อถูกยึด” หลังเริ่มค้างชำระ 1-2 งวด และมีความเสี่ยงกลายเป็นหนี้เสียในระยะต่อไป

หลายฝ่ายมองว่า ตัวเลขรถถูกยึดเปรียบเหมือน “วิทยุเตือนภัยเศรษฐกิจ” เพราะมักเกิดขึ้นเร็วที่สุดเมื่อครัวเรือนเริ่มขาดสภาพคล่อง

บ้าน-คอนโดถูกยึดเพิ่ม 210%

นอกจากรถยนต์แล้ว ตลาดบ้านและคอนโดก็เริ่มเห็นแรงกดดันมากขึ้นเช่นกัน

ข้อมูลจากสภาพัฒน์และเครดิตบูโรช่วงปี 2568-2569 ระบุว่า หนี้เสียครัวเรือนรวมอยู่ที่ประมาณ 1.2-1.3 ล้านล้านบาท โดยหนี้บ้านและคอนโดเริ่มค้างชำระเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

หนึ่งในตัวเลขที่น่าจับตา คือยอดการยึดทรัพย์บ้านและคอนโดที่เพิ่มขึ้นถึง 210% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือบ้านและคอนโดราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยของแรงงานและมนุษย์เงินเดือนระดับกลางถึงล่าง

สาเหตุหลักมาจากภาระดอกเบี้ย ค่าครองชีพ และรายได้ที่โตไม่ทันรายจ่าย หลายครัวเรือนเริ่มมีปัญหาผ่อนต่อไม่ไหว ก่อนกลายเป็น NPL และเข้าสู่กระบวนการยึดทรัพย์

ภาพที่เริ่มเห็นชัดในช่วงหลัง คือทรัพย์หลุดจำนองหรือ NPA ทะลักเข้าสู่ตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะบ้านระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท

หนี้เสียแตะ 1.6 ล้านล้านบาท คุณภาพหนี้เริ่มทรุด

ข้อมูลเครดิตบูโรยังระบุว่า หากรวมทั้งหนี้เสีย (NPL) และหนี้ค้างชำระพิเศษ หรือ SML มูลค่ารวมทะลุ 1.6 ล้านล้านบาทไปแล้ว

ในจำนวนนี้ หนี้บ้านค้างชำระเพิ่มขึ้นประมาณ 31% ส่วนหนี้รถยนต์กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ปรับเพิ่มเร็วที่สุด

นักวิเคราะห์ด้านการเงินหลายแห่งมองตรงกันว่า ปัญหาสำคัญในเวลานี้ ไม่ได้อยู่แค่ “ยอดหนี้รวม” แต่อยู่ที่ “คุณภาพหนี้” ที่เริ่มอ่อนแอลงต่อเนื่อง

เพราะเมื่อหนี้เริ่มค้างชำระ จาก SML จะค่อย ๆ กลายเป็น NPL ก่อนนำไปสู่การยึดรถ ยึดบ้าน และกระทบประวัติเครดิตของลูกหนี้ในระยะยาว

หอการค้าไทยยังสำรวจพบว่า หนี้ครัวเรือนไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 740,000 บาทต่อครัวเรือน สูงที่สุดในรอบ 4 ปี ขณะที่กว่า 46% ของประชาชนไม่มีเงินออมฉุกเฉินรองรับสถานการณ์ไม่คาดคิด

อีกด้านหนึ่ง หนี้นอกระบบยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และพบว่ากว่า 35% ของครัวเรือนมีภาระหนี้นอกระบบร่วมด้วย

เศรษฐกิจฟื้นช้า รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ

สภาพัฒน์ ธนาคาร และสถาบันวิจัยเศรษฐกิจหลายแห่ง มองตรงกันว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนในรอบนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า

แม้บางภาคธุรกิจเริ่มกลับมาขยายตัว แต่รายได้ของแรงงานจำนวนมากยังไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิด ขณะที่ค่าครองชีพ ทั้งพลังงาน อาหาร และดอกเบี้ย อยู่ในระดับสูง

แรงงานนอกระบบจำนวนมากยังมีรายได้ไม่แน่นอน ส่วนพนักงานประจำในหลายธุรกิจถูกลดโอที ลดโบนัส หรือมีรายได้เสริมลดลง

สัญญาณเศรษฐกิจที่ชะลอลง ยังสะท้อนผ่านยอดขายรถใหม่ที่ลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะรถกระบะที่เคยเป็นกำลังหลักของตลาด แต่ยอดจดทะเบียนใหม่ลดลงเกือบ 37% ในบางช่วง เพราะประชาชนเริ่มระมัดระวังการก่อหนี้ใหม่มากขึ้น

ภาพสะท้อนเศรษฐกิจฐานรากที่ยังต้องประคอง

ตัวเลขบ้านและรถถูกยึดที่เพิ่มขึ้นในช่วงใกล้เคียงกัน สะท้อนว่า หลายครัวเรือนกำลังเผชิญแรงกดดันทางการเงินพร้อมกันหลายด้าน

เมื่อรายได้โตไม่ทันรายจ่าย หลายคนเริ่มเลือกจ่ายเฉพาะสิ่งจำเป็นก่อน ทั้งค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายในครอบครัว ส่งผลให้ภาระผ่อนบ้านและผ่อนรถเริ่มสะดุด

นักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายจึงมองว่า ช่วงเวลานี้จำเป็นต้องมีมาตรการช่วย “ลดแรงกระแทก” ให้ครัวเรือนและธุรกิจรายเล็ก ทั้งการดูแลค่าครองชีพ การปรับโครงสร้างหนี้ และการรักษาการจ้างงาน เพื่อไม่ให้ปัญหาหนี้ลุกลามกลายเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง