รู้จัก"ภาวะฝืนการทำงาน" ร่างกายไม่ไหว ใจไม่พร้อม แต่ดึงดันทำงานต่อ ส่งผลร้ายต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด

ภาวะฝืนการทำงาน หรือ " Presenteeism" ก็คือภาวะที่พนักงาน "เอาตัวมาทำงาน แต่ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ" เนื่องจากมีปัญหาสุขภาพกาย หรือสุขภาพจิต
ภาวะนี้อาจทำให้เกิดโรคอื่นๆตามมา
-ปัญหาสุขภาพเรื้อรัง เช่น โรคภูมิแพ้, ปวดหลัง (Office Syndrome), หรือโรคไมเกรน
-ปัญหาสุขภาพจิต ภาวะซึมเศร้า, ความวิตกกังวล และความเครียดสะสม (Burnout)
สาเหตุที่ทำให้ต้องฝืนทำงาน
-วัฒนธรรมองค์กรที่ผิดเพี้ยน
การมองว่าคนลาป่วยคือคนอ่อนแอ หรือการยกย่องคนที่ทำงานหนักจนวินาทีสุดท้าย
-ความกังวลเรื่องความมั่นคง
กลัวถูกประเมินไม่ดี หรือกลัวโดนเลิกจ้างในสภาวะเศรษฐกิจผันผวน
-ภาระงานที่ไม่มีคนแทน
ความรู้สึกผิดที่ต้องทิ้งงานให้เพื่อนร่วมทีม หรือความกังวลว่างานจะค้างจนสะสางไม่ทันเมื่อกลับมา
การฝืนทำงานส่งผลเสียรุนแรงกว่าที่คุณคิด
1.การสูญเสียผลิตภาพ (Productivity Loss): งานวิจัยระบุว่าพนักงานที่ฝืนมาทำงานขณะป่วย ทำงานได้ประสิทธิภาพลดลงอย่างน้อย 30-50%
2.ความผิดพลาดที่สูงขึ้น (Error Rate): เมื่อร่างกายไม่พร้อม สมาธิจะสั้นลง นำไปสู่ความผิดพลาดที่อาจสร้างความเสียหายต่อบริษัทได้มหาศาล
3.การแพร่กระจายเชื้อโรค: หากเป็นโรคติดต่อ การฝืนมาทำงาน 1 คน อาจทำให้เพื่อนร่วมทีมป่วยตามไปทั้งแผนกในสัปดาห์ถัดไป
4.ต้นทุนที่สูงกว่าการลาหยุด: มีการประเมินว่ามูลค่าความเสียหายจาก Presenteeism สูงกว่าการลาหยุดงานถึง 3 เท่าตัว เนื่องจากระยะเวลาที่ประสิทธิภาพลดลงนั้นลากยาวกว่าการลาหยุดเพื่อรักษาตัวให้หายขาด
วิธีแก้ไข เปลี่ยนความ"ฝืน"ให้กลายเป็น"ฟื้น"
สำหรับตัวพนักงาน
-ยอมรับว่าการพัก 1 วัน เพื่อกลับมาทำงาน 100% ดีกว่าการฝืนทำงานที่ 30% ไปทั้งสัปดาห์
-แจ้งหัวหน้าอย่างตรงไปตรงมาถึงข้อจำกัดเมื่อไม่สบาย เพื่อขอความช่วยเหลือ หรือขยายเวลาส่งงาน
สำหรับองค์กร
-เลิกวัดผลที่ "เวลาเข้างาน" เปลี่ยนมาวัดผลที่คุณภาพของงาน (Output-based)
-สร้างความปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety) ส่งเสริมให้พนักงานรู้ว่าการลาป่วยตามความจำเป็นเป็นเรื่องปกติและได้รับการสนับสนุน
การฝืนทำงานไม่ใช่เครื่องหมายของฮีโร่ แต่มักเป็นสัญญาณของระบบงานที่ขาดความยืดหยุ่น การอนุญาตให้ตัวเองพักเมื่อไม่ไหว คือการรับผิดชอบต่อหน้าที่ในระยะยาวที่มืออาชีพควรทำ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
