"วิกฤตวัยกลางคน" เมื่อรู้สึกเหนื่อยสุดในชีวิต เราจะก้าวข้ามผ่านมันไปได้อย่างไร?

"วิกฤตวัยกลางคน" หรือที่ภาษาอังกฤษใช้ว่า “midlife crisis” คืออะไร?
หากจะพูดแบบขำๆ หลายคนมักนึกถึงการที่ผู้ใหญ่วัยกลางคนเกิดลุกมาทำอะไรบ้าๆ แบบไม่คาดฝัน เช่น หย่ากับภรรยา มีเมียน้อย ลาออกจากงานประจำไปเปิดร้านกาแฟ หรือเอาเงินเก็บทั้งหมดไปซื้อรถสปอร์ตสีแดง เป็นต้น
แล้ววิกฤตวัยกลางคน คืออะไร?
วิกฤตวัยกลางคนคือการที่ผู้ใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 35-50 ปี
เกิดคิดทบทวนหรือประเมินชีวิตตัวเองอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นด้านการงาน ชีวิตคู่ ความสุขในชีวิต หรือเรื่องอื่นๆ ซึ่งการคิดทบทวนนี้มักถูกกระตุ้นมาจากการตระหนักว่า ชีวิตนี้เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว และเราควรจะประสบความสำเร็จ (หรือมีความสุข) ได้แล้ว
สิ่งที่ต้องเข้าใจคือวิกฤตวัยกลางคนนั้นไม่ใช่โรค และไม่ใช่ความผิดปกติทางการแพทย์
เป็นปรากฏการณ์ปกติทางจิตวิทยาที่พบได้ในคนวัยนี้ โดยนักวิชาการส่วนหนึ่งก็ใช้คำว่า
“ช่วงเปลี่ยนผ่านของวัยกลางคน” (midlife transition) แทนคำว่า “วิกฤตวัยกลางคน”
เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้มีอาการระดับที่ควรจะเรียกว่า “วิกฤต” แต่อย่างใด มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจทำอะไรหุนหันพลันแล่นจนสร้างปัญหาให้กับชีวิต หรือเกิดโรคซึมเศร้า
เพราะอะไรชีวิตถึงมาวิกฤตกันช่วงอายุนี้
ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากพบว่าในช่วงอายุ 35-50 ปีนี้ เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเข้ามาในชีวิต ได้แก่
- การเสื่อมของร่างกาย ในวัยนี้ร่างกายจะเริ่มเสื่อมลงไม่แข็งแรงเท่ากับตอนวัยรุ่นและเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง หลายคนรู้สึกได้เลยว่าตัวเองไม่ฟิตเท่าเดิม เริ่มอ้วน หัวเริ่มล้าน เป็นต้น อีกทั้งยังเป็นช่วงอายุที่เริ่มมีโรคประจำตัวมากขึ้น
- ฮอร์โมนเปลี่ยน โดยในผู้หญิงจะเห็นได้ชัดเจนกว่าผู้ชายคือ ผู้หญิงหลายคนในวัยนี้จะเริ่มเข้าสู่ช่วงหมดประจำเดือน ทำให้มีอาการของคนที่กำลังจะเข้าวัยทอง (perimenopausal syndrome)
- ต้องการความสำเร็จ ในวัยผู้ใหญ่สิ่งสำคัญในชีวิตนอกจากชีวิตครอบครัวก็คือเรื่องของการทำงาน ซึ่งในคนส่วนใหญ่ตอนอายุยี่สิบต้นๆ จะเป็นช่วงที่พึ่งจะเริ่มทำงาน ยังเรียนรู้ลองผิดลองถูก มักไม่ได้จริงจังมากในเรื่องความสำเร็จก้าวหน้า
แต่ในวัยที่เกิน 35 ปีซึ่งทำงานมาแล้วเป็นสิบปี คนส่วนใหญ่จึงต้องการที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้
- ตระหนักได้ว่าเวลาของเราเหลืออีกไม่มาก ในช่วงนี้หลายคนจะเริ่มรู้สึกว่า
“เฮ้ย! เราเหลือเวลาอีกไม่มากแล้วนะ” “อีกสิบกว่าปีก็เกษียณแล้ว” (หรือ “อีกสิบกว่าปีก็อาจจะตายแล้ว”) เราควรจะต้อง “ทำอะไร” แล้ว
- การสูญเสียของคนใกล้ชิด ช่วงอายุนี้มักพบเหตุการณ์ที่คนใกล้ชิดเสียชีวิตได้บ่อย ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หรือเพื่อนฝูง
สังเกตอย่างไรว่าเรากำลังอยู่ในช่วงวิกฤตวัยกลางคน
อาการเด่นก็คือ
-ความคิดที่สับสนกับชีวิต
-รู้สึกไม่พอใจในชีวิต
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน ชีวิตคู่ ที่อยู่อาศัย หรือสุขภาพ และตามมาด้วยความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลง ในด้านของอารมณ์ที่พบได้บ่อยก็จะเป็นอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย หรือซึมเศร้า
โดยในคนที่เป็นมากมักจะแสดงออกให้เห็นชัดผ่านการกระทำที่รุนแรงและกะทันหัน เช่น มีความคิดว่างานที่ทำอยู่มันช่างไม่มีความสุขเอาซะเลย!
-ว่าแล้วก็ลาออกจากงานประจำมาเปิดร้านกาแฟซะเลย
คิดว่าคู่ชีวิตของเราตอนนี้ “มันไม่ใช่อ่ะ”
แล้วก็ขอหย่ากับภรรยา หรือคิดว่าบ้านที่เราอยู่ตอนนี้ “มันไม่เวิร์คเอาซะเลย!!!” แล้วก็ทุ่มเงินซื้อบ้านใหม่ เป็นต้น
แนวทางการจัดการกับวิกฤตวัยกลางคน
เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าวิกฤติวัยกลางคนคืออะไรแล้ว คราวนี้มาดูกันครับว่าเราจะมีแนวทางแก้ไข ป้องกันอย่างไรไม่ให้มันกลายเป็น “วิกฤติในชีวิต” ไปจริงๆ
- เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น
สิ่งสำคัญแรกสุดคือเราต้องเข้าใจภาวะนี้ก่อนว่าคืออะไร เมื่อรู้จักก็จะช่วยให้เรารู้ตัวและนำไปสู่การจัดการแก้ไขได้อย่างเหมาะสมต่อไป
- ปรึกษาผู้อื่นเสมอในเรื่องที่สำคัญ
ที่จริงการคิดทบทวนประเมินชีวิตของตัวเองและอยากที่จะเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องผิดอะไร บางครั้งอาจเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ
แต่ที่มักทำให้เกิดปัญหาคือการตัดสินใจอย่างหุนหันในเรื่องที่สำคัญ จนเกิดความเสียหายตามมา ดังนั้นทุกการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของชีวิต เช่น หย่า ลาออก ใช้เงินจำนวนมาก
ควรต้องให้เวลาในการคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบและปรึกษาผู้อื่นเสมอ การได้พูดคุยกับคนอื่น (ที่สามารถให้คำปรึกษาได้) จะช่วยให้เรามองเห็นว่าสิ่งที่เราจะทำมันสมเหตุผลแค่ไหน เพื่อที่จะลดโอกาสที่จะตัดสินใจผิดพลาดให้เหลือน้อยที่สุด
- ออกกำลังกายเป็นประจำ
การออกกำลังกายจะช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล ทำให้สุขภาพแข็งแรง และยังป้องกันการเป็นโรคซึมเศร้าได้ ยิ่งวัยนี้เป็นวัยที่ตามธรรมชาติสุขภาพจะเริ่มเสื่อมลงและเกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย
การออกกำลังกายจึงเป็นเรื่องสำคัญและและมีประโยชน์อย่างมาก
- หาสิ่งกิจกรรมทำทดแทน เป็นสิ่งที่สำคัญโดยเฉพาะในกรณี
Empty nest syndrome ( อาการที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองรู้สึกเหงา ว้าเหว่ เศร้า หรือเสียใจ เมื่อลูกเติบโตและย้ายออกจากบ้านไปใช้ชีวิตด้วยตนเอง )
เพราะนั่นคือการที่เราเปลี่ยนสถานะจากผู้ทีทำงาน “ดูแลลูก”
กลายเป็นผู้ “ว่างงาน” เพราะลูกไม่อยู่ให้ดูแลแล้ว
ดังนั้นจึงต้องหากิจกรรมอื่นทำทดแทนงานเดิม เพื่อไม่ให้เบื่อและเศร้า โดยกิจกรรมนั้นอาจจะเป็นการออกกำลังกาย การไปเที่ยวกับเพื่อนฝูง การเข้าร่วมชมรมต่างๆ หรือทำงานการกุศล เป็นต้น
วิกฤติวัยกลางคนหรือการเปลี่ยนผ่านช่วงวัยกลางคน เป็นภาวะปกติที่พบได้ในคนวัยผู้ใหญ่ทั่วไป
การเข้าใจถึงสภาวะนี้และวิธีปฏิบัติตัวจะช่วยให้ “วิกฤติวัยกลางคน” ไม่กลายเป็น “วิกฤติ” จริงๆ
และทำให้ชีวิตครอบครัวมีความสุขสืบเนื่องต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
