จิตแพทย์เผยความจริงของ "โรคจิตเวช" แค่บอกตัวเองว่าไม่เป็น โรคจะหายไปจริงไหม?

นพ.เจษฎา ทองเถาว์ แพทย์เฉพาะทางสาขาจิตเวชศาสตร์ จิตแพทย์ประจำ รพ.พระศรีมหาโพธิ์ จ.อุบลราชธานี ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก "คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา" โดยระบุว่า
โรคจิตเวช ไม่ใช่อะไรที่ “คิดว่าไม่เป็น แล้วมันจะไม่เป็น”
เพราะในความเป็นจริง ความเจ็บป่วยทางใจเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมอง สารสื่อประสาท พันธุกรรม และบาดแผลทางใจที่ซับซ้อน เหมือนวงออร์เคสตราที่เครื่องดนตรีหลายชิ้นเริ่มเล่นผิดคีย์พร้อมกัน เราไม่สามารถทำให้เพลงกลับมาตรงจังหวะได้ เพียงแค่บอกนักไวโอลินว่า “อย่าคิดว่าเสียงเพี้ยนสิ”
แน่นอนว่า “ความคิด” มีผลต่อการฟื้นตัว แต่มันคือ “ส่วนหนึ่งของการรักษา” ไม่ใช่ “หลักฐานว่าโรคไม่มีอยู่จริง” เพราะถ้าโรคซึมเศร้า โรคแพนิค โรควิตกกังวล หรือไบโพลาร์ หายได้เพียงแค่การ "สลับสวิตช์ความคิด" โลกนี้คงไม่ต้องมีจิตแพทย์หรือยาประคองอาการ
องค์การอนามัยโลกประเมินว่า มีคนกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลกที่กำลังเผชิญกับโรคทางจิตเวช ตัวเลขนี้บอกเราว่า โรคก็คือโรค ไม่ใช่ความอ่อนแอ และ “ไม่ใช่เรื่องของคนที่คิดลบเกินไป” แต่มันคือภาวะสุขภาพที่พบได้จริง เหมือนโรคความดันหรือหอบหืด ลองนึกภาพคนเป็นหอบหืดที่กำลังหายใจไม่ออก การบอกเขาว่า “อย่าคิดว่าหายใจไม่ออกสิ เดียวก็หายหอบได้เอง” อาจฟังดูเป็นคำปลอบใจ แต่มันไม่ช่วยให้ปอดทำงานได้ดีขึ้น
ประโยคที่ว่า “ถ้าคิดว่าไม่เป็น แล้วไม่เป็น จริงๆท่านคงไม่ได้เป็นตั้งแต่แรก” จึงมีไว้เพื่อสะกิดคนรอบข้างให้เข้าใจว่า แรงใจอย่างเดียวอาจไม่พอสำหรับคนที่กำลังจมน้ำ คนที่พยายามยิ้มทั้งที่ใจแตกสลาย เขาไม่ได้ต้องการคำสั่งให้ “ว่ายน้ำให้เก่งขึ้น” แต่เขาต้องการ ห่วงยาง มือที่ยื่นมา หรือ พื้นที่ปลอดภัยให้เขาได้พักหายใจ
ในมุมการรักษา การยอมรับว่าป่วยไม่ได้แปลว่าเรายอมแพ้ แต่มันคือการเรียกชื่อปัญหาให้ถูกต้อง เพื่อจะดูแลให้ถูกวิธี บางคนอาจต้องใช้ยา บางคนต้องใช้จิตบำบัด หรือบางคนต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน
ดังนั้น ประโยคที่อ่อนโยนกว่าคำว่า “อย่าคิดมาก” คือ “เราไม่จำเป็นต้องสู้เรื่องนี้คนเดียว”
และคำพูดที่ทรงพลังกว่า “ทำไมไม่เข้มแข็ง” คือ “ที่ผ่านมาเธอคงพยายามมากแล้ว เดี๋ยวเราค่อยๆหาวิธีช่วยกันนะ”
เพราะการยอมรับว่า “ฉันอาจกำลังป่วย” ไม่ได้ทำให้เราอ่อนแอลง แต่มันคือประโยคแรกที่ทำให้เราเริ่มกลับมาแข็งแรงขึ้นอย่างแท้จริง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
