จิตตก+วิตกกังวลขั้นไหน? ที่เรียกว่า "ต้องไปพบจิตแพทย์" ไม่ใช่แค่คิดมากไปเอง

นพ.เจษฎา ทองเถาว์ แพทย์เฉพาะทางสาขาจิตเวชศาสตร์ จิตแพทย์ประจำ รพ.พระศรีมหาโพธิ์ จ.อุบลราชธานี ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก "คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา" โดยระบุว่า
จิตตก + วิตกกังวล แต่จะรู้ได้ไงว่าขั้นไหนควรพบแพทย์
ก่อนอื่นหมอต้องบอกว่า สำหรับความไม่สบายทางจิตใจ บางทีเราไม่ได้ “อ่อนแอ” นะครับ แต่เป็นเพราะสมองเราเปิดโหมดสัญญาณเตือนภัยค้างไว้จนเสียงดังเกินจริงครับ
ในรายการสัมภาษณ์ที่มีคนพูดถึงกันมาก คุณหมอในฝั่งกรมสุขภาพจิตชี้ว่า “โรคอันดับหนึ่งของคนไทยไม่ใช่ซึมเศร้า แต่เป็นกลุ่มโรควิตกกังวล” ซึ่งถ้ามองในภาพใหญ่ของโลกก้อไปทางเดียวกันจริงไครับ เพราะโรควิตกกังวลเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคทางใจที่พบบ่อยมาก และทำให้คนจำนวนมากเสียเวลา เสียพลังชีวิต แบบที่คนรอบข้างมองไม่เห็นครับ
แล้วเราจะรู้ได้ไงว่า ควรพบแพทย์แล้ว?
ตอบ ให้ใช้หลักง่ายๆ 3 แกน คือ เวลา–ผลกระทบ–ความเสี่ยง
1. เวลา ถ้าอาการลากยาวและไม่ยอมลงเอง
ถ้าเรากังวล คิดวน นอนพัง หรือใจตกต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ และรู้สึกว่ามันไม่ค่อย “คืนสู่ปกติ” เลย แบบนี้ควรเริ่มปรึกษาผู้เชี่ยวชาญครับ
2. ผลกระทบ ถ้ามันเริ่มขโมยชีวิตประจำวัน
เช่น ทำงานช้าลง สมาธิหาย หลบคน ไม่อยากออกจากบ้าน กินไม่ลง นอนหลับยาก ตื่นมาล้า หรือเริ่มต้องพึ่งพิธีกรรมบางอย่างเพื่อให้ใจโล่ง (เช็กซ้ำ ล้างซ้ำ คิดซ้ำ) จนใช้เวลาเกินวันละประมาณ 1 ชั่วโมง แบบนี้เข้าข่ายว่ากระทบการใช้ชีวิตแล้วครับ
3. ความเสี่ยง ถ้ามีสัญญาณอันตรายต้องข้ามขั้นไปพบแพทย์ทันที
ถ้ามีแพนิคถี่ๆ แน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม ใจสั่นจนกลัวตาย หรือมีความคิดว่า “ไม่อยากอยู่แล้ว” แม้จะยังไม่ทำอะไร หรือเริ่มใช้แอลกอฮอล์/ยา/สารอื่นเพื่อกดอาการ หรือมีโรคกายที่อาการคล้ายกันจนไม่แน่ใจ เช่น ไทรอยด์ หัวใจ ผลข้างเคียงคาเฟอีน แบบนี้ควรพบแพทย์เพื่อคัดกรองและวางแผนอย่างปลอดภัยครับ
วิธีเช็กตัวเองแบบสั้นๆที่ใช้ได้จริง
ถ้าวันนี้เราตอบ “ใช่” ได้หลายข้อแบบนี้ แปลว่าควรขอความช่วยเหลือครับ:
-เราคุมความกังวลไม่ได้
-เราคิดวนจนหยุดยาก
-เรามีอาการทางกายร่วม (นอนไม่หลับ ปวดหัว แน่นอก ท้องไส้ปั่น มือสั่น)
-เราเริ่มหลีกเลี่ยงสิ่งที่เคยทำ
-มันเริ่มทำให้เราเป็นตัวเองน้อยลง
แล้วถ้าต้องพบแพทย์ หมอจะทำอะไรให้เรา?
ส่วนใหญ่จะเริ่มจากแยกว่าเราอยู่ฝั่งไหนเด่น เช่น วิตกกังวลทั่วไป แพนิค กลัวสังคม PTSD หรือมีซึมเศร้าร่วมครับ แล้วค่อยเลือก “เครื่องมือ” ให้เหมาะกับเรา ซึ่งโดยหลักมักเป็นการทำจิตบำบัดแนว CBT/การฝึกเผชิญสิ่งกระตุ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป และถ้าอาการหนักหรือกระทบชีวิตมาก ยาอาจถูกใช้เพื่อช่วยลดเสียงเตือนภัยในสมองให้เบาลง เพื่อให้เราฝึกทักษะได้จริงครับ
สุดท้าย หมออยากฝากประโยคนี้ไว้ครับ
"การไปพบแพทย์ไม่ใช่การประกาศว่าเราไม่ไหว แต่มันคือการยอมให้คนที่มีแผนที่ ช่วยเราหาทางออกที่สั้นกว่าและปลอดภัยกว่า"
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
