รีเซต

ประชากรโลกเกือบ 1.2 พันล้านคนป่วยด้วยความผิดปกติทางจิต

ประชากรโลกเกือบ 1.2 พันล้านคนป่วยด้วยความผิดปกติทางจิต
TNN ช่อง16
25 พฤษภาคม 2569 ( 12:32 )

ผลการศึกษาฉบับใหม่พบว่า ในปี 2023 มีประชากรทั่วโลกเกือบ 1.2 พันล้านคนที่เผชิญกับปัญหาความผิดปกติทางสุขภาพจิต เพิ่มขึ้นถึง 95.5 เปอร์เซนต์ เมื่อเทียบกับปี 1990 สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาสุขภาพจิตกำลังกลายเป็นหนึ่งในภาระด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก

โดยความผิดปกติที่พบมากที่สุดคือภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่มีอัตราเพิ่มขึ้นสูงที่สุด ขณะที่อันดับรองลงมาเป็นกลุ่มความผิดปกติทางบุคลิกภาพที่ไม่ได้เกิดร่วมกับปัญหาสุขภาพจิตหรือการใช้สารเสพติดประเภทอื่น

งานวิจัยซึ่งเผยแพร่ในวารสาร The Lancet ได้วิเคราะห์แนวโน้มของความผิดปกติทางจิต 12 ประเภท ครอบคลุมข้อมูลจาก 204 ประเทศและดินแดนทั่วโลก พร้อมศึกษาความแตกต่างด้านอายุ เพศ พื้นที่ และปัจจัยทางสังคมประชากรศาสตร์ ผลการศึกษาชี้ว่าภาระด้านสุขภาพจิตทั่วโลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่น่ากังวลมากขึ้น โดยนักวิจัยระบุว่าแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นนี้อาจสะท้อนถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายลงในระดับโลก

ความผิดปกติทางจิตที่ถูกนำมาศึกษานอกจากภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า ยังรวมถึงโรคอารมณ์สองขั้วหรือไบโพลาร์ โรคจิตเภท ออทิสติก สมาธิสั้น โรคเบื่ออาหาร โรคบูลิเมีย ภาวะซึมเศร้าเรื้อรัง พฤติกรรมเกเรในเด็กและวัยรุ่น รวมถึงความบกพร่องทางสติปัญญาที่ไม่ทราบสาเหตุ โดยภาวะซึมเศร้าเรื้อรังเป็นรูปแบบหนึ่งของโรคซึมเศร้าที่มีอาการต่อเนื่องยาวนานแต่ความรุนแรงไม่มาก ส่วนพฤติกรรมเกเรในเด็กและวัยรุ่นมักเกี่ยวข้องกับการแสดงออกเชิงก้าวร้าวและการไม่ปฏิบัติตามกฎอย่างต่อเนื่อง

นักวิจัยพบว่าความผิดปกติทั้ง 12 ประเภทมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งหมดเมื่อเทียบกับปี 1990 โดยภาวะวิตกกังวลเพิ่มขึ้นถึง 158% และภาวะซึมเศร้าเพิ่มขึ้น 131% แม้โรคเบื่ออาหาร บูลิเมีย และโรคจิตเภทจะเป็นกลุ่มที่พบได้น้อยที่สุด แต่ก็ยังมีผู้ป่วยจำนวนมาก โดยในปี 2023 มีผู้ป่วยโรคเบื่ออาหารราว 4 ล้านคน ผู้ป่วยบูลิเมียประมาณ 14 ล้านคน และผู้ป่วยโรคจิตเภทประมาณ 26 ล้านคนทั่วโลก นอกจากนี้ยังพบว่าปัญหาสุขภาพจิตส่วนใหญ่พบในผู้หญิงมากกว่า แต่โรคบางประเภท เช่น ออทิสติก สมาธิสั้น ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ พฤติกรรมเกเร และความบกพร่องทางสติปัญญาที่ไม่ทราบสาเหตุ กลับพบในผู้ชายมากกว่า

ข้อมูลจากการศึกษายังช่วยอธิบายผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต่อสุขภาพจิตได้ชัดเจนขึ้น โดยก่อนเกิดการระบาด อัตราของภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว แต่ในช่วงและหลังวิกฤตโควิด-19 ภาวะซึมเศร้าปรับตัวสูงขึ้นและยังไม่ลดกลับสู่ระดับก่อนการระบาด ขณะที่ภาวะวิตกกังวลพุ่งสูงและยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจนถึงปี 2023

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า แม้การประเมินจำนวนผู้ป่วยอาจมีข้อจำกัดจากปัญหาการรายงานที่ไม่ครบถ้วน ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในด้านสุขภาพจิต แต่ข้อมูลชุดนี้ยังถือเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุดในปัจจุบัน การศึกษาดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจากโครงการ Global Burden of Diseases, Injuries and Risk Factors Study หรือ GBD ซึ่งเป็นโครงการศึกษาด้านสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลก ดำเนินการโดยสถาบัน Institute for Health Metrics and Evaluation แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน และมีนักวิจัยหลายพันคนทั่วโลกเข้าร่วม

ผลการวิจัยยังพบว่า ปัญหาสุขภาพจิตกำลังกลายเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะทุพพลภาพมากขึ้น โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือผู้หญิงและคนอายุระหว่าง 15-39 ปี ที่น่าสนใจคือช่วงอายุ 15-19 ปี กลายเป็นกลุ่มที่มีภาระด้านสุขภาพจิตสูงที่สุดเป็นครั้งแรกในประวัติการศึกษาของ GBD จากเดิมที่มักพบจุดสูงสุดในวัยกลางคน

ช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงเวลาสำคัญต่อการพัฒนาสมอง ทักษะทางสังคม และการเรียนรู้ หากการพัฒนาเหล่านี้ถูกขัดขวาง อาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อชีวิตได้ ขณะเดียวกัน ปัจจัยหลายด้านอาจมีส่วนทำให้อัตราปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น ทั้งด้านบวกและด้านลบ หนึ่งในนั้นคือการลดลงของตราบาปทางสังคมเกี่ยวกับโรคทางจิตเวช ทำให้ผู้คนกล้าเปิดเผยปัญหามากขึ้นและเข้ารับการช่วยเหลือแทนการเผชิญปัญหาเพียงลำพัง นอกจากนี้ ความก้าวหน้าในการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยโรค ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรและอายุขัยที่ยาวนานขึ้น ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยอมรับว่ายังคงมีข้อมูลจำกัดเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้ปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มคนอายุน้อยเพิ่มขึ้น แม้ว่าคนรุ่นใหม่จะต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันที่แตกต่างและได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 อย่างเฉพาะเจาะจงก็ตาม แต่ปัจจุบันยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังแนวโน้มดังกล่าว

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง