รีเซต

เปิดอินไซต์หนี้คนไทย กลุ่มไหนเปราะบางสุด ในยุคค่าครองชีพพุ่ง

เปิดอินไซต์หนี้คนไทย  กลุ่มไหนเปราะบางสุด ในยุคค่าครองชีพพุ่ง
TNN ช่อง16
8 พฤษภาคม 2569 ( 16:12 )
15

ท่ามกลางค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง และเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง “หนี้ครัวเรือนไทย” ยังคงเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้น้อย  เกษตรกร และแรงงานอิสระ ที่กำลังเผชิญปัญหารายได้ไม่แน่นอน ขณะที่หนี้นอกระบบและภาระผ่อนชำระยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนความเปราะบางทางการเงินของคนไทยในหลายมิติ ท่ามกลางความกังวลว่ากำลังซื้อที่อ่อนแอลง อาจกระทบต่อการบริโภคและบรรยากาศเศรษฐกิจในระยะต่อไป 


โดยสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)  ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เดือน ก.พ.2569 จำนวน 6,469 ราย จากประชาชนทั่วประเทศ พบว่า สัดส่วนหนี้สินของประชาชนปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 62.44% เพิ่มขึ้นจากผลการสำรวจเดือน ก.พ.2568 ที่ 50.99%


สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่เพิ่มสูงขึ้น การซื้อทรัพย์สิน และการลงทุน แต่ประชาชนมีแนวโน้มระมัดระวังทางการเงินมากขึ้น จากความไม่แน่นอนของรายได้ และภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสถานะทางการเงินของประชาชน 


ทั้งนี้ ภาพรวมหนี้ประชาชนพบว่า กลุ่มรายได้มากกว่า 50,000 บาท มีสัดส่วนหนี้สูงสุด รองลงมาคือกลุ่มรายได้ 10,001-50,000 บาท โดยประชาชน 78.86% เป็นหนี้ในระบบ ขณะที่ 13.72% มีทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ และอีก 7.43% เป็นหนี้นอกระบบ ส่วนอาชีพที่มีหนี้ในระบบสูงสุด ได้แก่ พนักงานรัฐ พนักงานเอกชน และนักศึกษา 


ขณะที่กลุ่มเกษียณ ผู้ว่างงาน และแรงงานรับจ้างอิสระ มีภาระหนี้นอกระบบสูงกว่ากลุ่มอาชีพอื่น สะท้อนปัญหาเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบ ส่วนอาชีพเกษตรมีสัดส่วนหนี้ทั้งในและนอกระบบสูงสุด บ่งชี้ความเปราะบางทางการเงินของภาคเกษตร โดยกลุ่มรายได้ 5,000-10,000 บาท เป็นกลุ่มที่มีหนี้นอกระบบและหนี้สองระบบสูงที่สุด


หนี้จากสถาบันการเงินยังเป็นภาระหลักของประชาชนมากที่สุด คิดเป็น 23.23% รองลงมาคือหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อออนไลน์ และหนี้สหกรณ์ ขณะที่คนอายุต่ำกว่า 29 ปี มีสัดส่วนใช้สินเชื่อออนไลน์และผ่อนชำระสูงกว่ากลุ่มอื่น โดยเฉพาะวัย 20-29 ปี ที่มีหนี้ลักษณะนี้สูงถึง 27.25% สะท้อนแนวโน้มหนี้ดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง


กลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่เป็นหนี้จากสถาบันการเงิน ขณะที่นักศึกษามีสัดส่วนใช้สินเชื่อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์สูงสุดถึง 31.55% รองลงมาคือหนี้ กยศ. ส่วนภาระผ่อนชำระรายเดือนของประชาชน ส่วนใหญ่จ่ายไม่เกิน 5,000 บาทต่อเดือน คิดเป็น 38.91% รองลงมาคือไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน 34.59%


และเมื่อพิจารณาตามกลุ่มรายได้ พบว่า ยิ่งระดับรายได้สูงขึ้น ก็ยิ่งมีแนวโน้มในการชำระหนี้ต่อเดือนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการรับภาระหนี้ และความสามารถในการชำระหนี้ที่แตกต่างกัน ในแต่ละระดับรายได้ 

สาเหตุหลักของการก่อหนี้ของประชาชน มาจากค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายประจำที่เพิ่มขึ้น รองลงมาคือการซื้อบ้าน รถ และการลงทุน โดยกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาท เป็นหนี้จากค่าใช้จ่ายประจำสูงสุด ขณะที่กลุ่มรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท มีหนี้จากเหตุฉุกเฉินและรายได้ลดลงมากกว่ากลุ่มอื่น สะท้อนความเปราะบางทางการเงินและความเสี่ยงหนี้เพิ่มในอนาคต


โดยแนวทางปรับตัว ประชาชนส่วนใหญ่ยังเลือก “ลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย” และ “หารายได้เพิ่ม” เป็นวิธีรับมือภาระหนี้หลัก รองลงมาคือการวางแผนการใช้เงินและลดค่าใช้จ่ายประจำ ขณะที่ผู้สูงอายุให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างหนี้และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการเงินมากกว่ากลุ่มอื่น ส่วนคนอายุต่ำกว่า 20 ปี นิยมวางแผนค่าใช้จ่ายมากที่สุด ทั้งนี้ปี 2569 ประชาชน 61.84% คาดว่าจะไม่ก่อหนี้เพิ่ม เพราะภาระค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายจำเป็นยังสูงขึ้นต่อเนื่อง


เมื่อแยกตามกลุ่มอาชีพ เจ้าของกิจการมีแนวโน้มก่อหนี้เพื่อ “พยุงธุรกิจ” มากกว่าขยายกิจการ ขณะที่เกษตรกรและอาชีพอิสระกังวลรายได้ไม่แน่นอน จึงมีแนวโน้มก่อหนี้เพื่อใช้หนี้เก่าและเสริมสภาพคล่องสูงกว่ากลุ่มอื่น ส่วนพนักงานรัฐและเอกชน ซึ่งมีรายได้มั่นคง มีแนวโน้มก่อหนี้เพื่อซื้อสินทรัพย์มากกว่า โดยกลุ่มรายได้ 20,001-30,000 บาท คาดว่าจะก่อหนี้เพิ่มมากที่สุดในปี 2569 จากค่าครองชีพที่สูงขึ้นและการซื้อสินทรัพย์


ขณะที่กลุ่มรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท มีแนวโน้มก่อหนี้เพิ่มในปี 2569 จากปัญหารายได้ไม่แน่นอน สะท้อนความเปราะบางทางการเงิน ขณะที่กลุ่มรายได้มากกว่า 40,001 บาท มีแนวโน้มไม่สร้างหนี้เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้หากกำลังซื้อผู้บริโภคอ่อนแอลง อาจกระทบทั้งการบริโภค การผลิต และบรรยากาศเศรษฐกิจในระยะต่อไป


ท่ามกลางปัญหาหนี้ครัวเรือนและความเปราะบางทางการเงินของประชาชนที่ยังอยู่ในระดับสูง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เร่งออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาภาระหนี้และลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป ทั้งการช่วยปรับโครงสร้างหนี้ ฟื้นฟูเครดิต และเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบ


โดยมาตรการเกี่ยวกับการแก้ไขหนี้ที่ออกมา ได้เเก่  “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ที่ช่วยลูกหนี้รายย่อยกลุ่ม NPL วงเงินไม่สูง ให้สามารถกลับมาชำระหนี้ได้และฟื้นประวัติเครดิตบูโร ขณะที่ “คลินิกแก้หนี้” ซึ่งเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 มีลูกหนี้เข้าร่วมแล้วกว่า 314,045 บัญชี ส่วน “ทางด่วนแก้หนี้” มีลูกหนี้ได้รับความช่วยเหลือสะสมกว่า 308,028 บัญชี และ “หมอหนี้เพื่อประชาชน” ซึ่งเป็นช่องทางให้คำปรึกษาด้านหนี้แบบครบวงจร มีผู้เข้ารับคำปรึกษาแล้วเกือบ 15,000 ราย


มาตรการดังกล่าวครอบคลุมทั้งลูกหนี้รายย่อย สินเชื่อบ้าน บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล รวมถึงผู้ประกอบการ SME สะท้อนความพยายามของ ธปท. ในการประคองกำลังซื้อ ลดปัญหาหนี้เสีย และรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ค่าครองชีพและภาระหนี้ยังเป็นแรงกดดันสำคัญของประชาชน

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง