"EV" ยุโรป-สหรัฐฯ กำลังกลายเป็นฝันร้าย เปิดเหตุผลที่แบรนด์ยักษ์ใหญ่อาจถอดใจให้รถยนต์ไฟฟ้า

ท่ามกลางกระแสของพลังงานสะอาดที่มีบทบาทสำคัญมากขึ้น ภายหลังการเกิดสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา และอิหร่าน ส่งผลให้เกิดวิกฤตพลังงานที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เกิดความตึงเครียด จนถึงปัจจุบันสถานการณ์ก็ยังคงไม่ชัดเจน
ด้วยความผันผวนของราคาน้ำมัน ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของ "รถยนต์ไฟฟ้า" ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น คนทั่วโลกหันมาสนใจยานยนต์ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาน้ำมัน เพื่อลดความเสี่ยงในเรื่องของพลังงาน และยังมีต้นทุนที่ถูกกว่า
และถึงแม้ว่า EV ไม่ใช่เรื่องใหม่ อุตสาหกรรมนี้เติบโตมาอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีผู้เล่นในอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแบรนด์ใหม่ที่เน้นทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งเหล่านี้กลับไม่ใช่เรื่องง่ายของค่ายรถยักษ์ใหญ่เจ้าของตลาดเดิมในยุโรป และสหรัฐอเมริกา
กรณีล่าสุดที่เกิดขึ้น บริษัทผู้ผลิตรถยนต์หรูสัญชาติอิตาลีอย่าง Ferrari (RACE) กำลังเผชิญแรงกดดันจากนักลงทุน ภายหลังการเปิดตัว "Luce" รถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ หุ้นของ Ferrari ร่วงลง 4.3% ในช่วงเวลาสั้นๆ หลังเปิดตลาดในเช้าวันอังคาร (26 พ.ค.69)
โดย Ferrari เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าสี่ประตูห้าที่นั่ง เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (25 พ.ค.69) ซึ่งได้รับการพัฒนาร่วมกับ Jony Ive อดีตหัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Apple ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าออกแบบ iPhone รุ่นแรกของ Apple
LUCE ได้เข้ามาเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของ Ferrari จากภาพจำทที่คนส่วนใหญ่นึกถึง Ferrari มักจะนึกถึงรถสปอร์ตสองที่นั่งอย่าง 360, 250 GTO และ Testarossa ไม่ใช่ภาพของรถยนต์สำหรับครอบครัวที่พื้นที่สำหรับเด็กด้วย
ในขณะที่ แบรนด์รถสปอร์ตหรูจาก Maranello กำลังสร้างความแตกต่าง และก้าวสำคัญจากรถยนต์คันใหม่นี้ แต่กลับเป็นว่านักลงทุน และลูกค้าของ Ferrari ยังมองไม่เห็นความเป็นไปได้ว่า รถยนต์ไฟฟ้าที่ราคาแพงขนาดนี้ จะเหมาะกับกลุ่มเป้าหมายแบบไหน
ถึงแม้ LUCE จะเพิ่มความสะกวกสบายสำหรับครอบครัว แต่ยังคงความเป็นรถสปอร์ตที่มีมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนสี่ตัว และสมรรถนะในแบบของ Ferrari ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป เพราะ Ferrai ได้ออกแบบ พัฒนา และผลิตชิ้นส่วนหลักของรถยนต์ รวมถึงมอเตอร์ไฟฟ้าและชุดแบตเตอรี่เองทั้งหมด
และแน่นอนว่า ด้วยมาตรฐานแบรนด์ Ferrari สมรรถนะ และเทคโนโลยีที่เหนือชั้น ราคาของมันจึงสูงลิบลิ่ว Ferrari Luce จะวางจำหน่ายในราคา 550,000 ยูโร (640,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 21 ล้านบาท เมื่อเริ่มส่งมอบในไตรมาสที่สี่ของปีนี้
ด้วยราคารถที่สูงลิบลิ่วนี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้นร่วงลงสวนทาง และ Ferrari กำลังจะได้เรียนรู้สิ่งที่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของสหรัฐฯที่ครองตลาดมานับ 10 ปีได้เรียนรู้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นั่นคือ "บทเรียนของราคา"
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ได้เรียนรู้บทเรียนอันมีค่าเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้านั่นคือ ผู้บริโภคชาวอเมริกันไม่ชอบรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาแพง
"ฟอร์ด" คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัด หลังจากผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าอย่างหนัก และประสบกับผลขาดทุนถึง 19,500 ล้านดอลลาร์ ในแผนกรถยนต์ไฟฟ้าเมื่อเร็วๆนี้ โดยฟอร์ดออกมายอมรับว่า กลยุทธ์ดังกล่าวผิดพลาด และรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์ เช่น รถยนต์ที่ผลิตโดยผู้ผลิตรถยนต์ชาวจีนคือคำตอบ
ฟอร์ดมีความพยายามผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์ ใน 2 ปีที่แล้ว ฟอร์ดประกาศแผนลดกำลังการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าลง 35% และยอมรับตรง ๆ ว่ารถยนต์ไฟฟ้าระดับไฮเอนด์จริง ๆ ที่มีราคา 50,000-70,000 ดอลลาร์ ขายไม่ดี
ไม่เพียงแต่ค่ายรถสันดาปดั้งเดิมจะเสียเชิงให้กับรถไฟฟ้่าจากผู้ประกอบการที่สร้างแบรนด์ได้ไม่ถึง 10 ปี รถยนต์ไฟฟ้าหรูที่ครองตลาดเดิมก็กำลังโดนหางเลขไปด้วย โดย Tesla ที่ครองตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหรูทันทีที่เริ่มส่งมอบ Model S และ Model X เมื่อมากกกว่า 10 ปีก่อน
แต่ในปัจจุบัน Tesla กลับประสบความสำเร็จอย่างมาก เมื่อได้พัฒนารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่ราคาไม่แพง และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้นอย่าง Model 3 และ Model Y โดยปัจจุบัน Tesla ได้หยุดการผลิต Model S และ Model X แล้ว เพื่อมุ่งเน้นไปที่รุ่นที่มีกำไรมากกว่าและราคาถูกกว่า
ทัศนะของ Shawn Campbell นักลงทุนของ Tesla และที่ปรึกษาของ Camelthorn Investments ที่ให้ความเห็นกับ U.S. News & World Report เมื่อเร็วๆ นี้ว่า จำเป็นต้องมีรุ่นราคาประหยัดเพื่อให้ Tesla สามารถแข่งขันได้ในตลาดอย่างเช่นจีนและยุโรป ซึ่งมีการแข่งขันด้านราคาอย่างดุเดือด
Tesla ไม่ใช่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพียงรายเดียวที่กำลังเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ Ford, GM และ Stellantis ต่างยอมรับว่ารถยนต์ไฟฟ้าของพวกเขามีต้นทุนสูงเกินไป ส่งผลให้ราคาขายสูง ปริมาณการขายต่ำ และทำให้เกิดผลขาดทุน
ขณะที่ Cox Automotive ได้วิเคราะห์ที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ขายได้ในอัตราที่ต่ำกว่า 2,000 คันต่อเดือน หรือ 6,000 คันต่อไตรมาส ในธุรกิจการผลิตรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยปริมาณการขาย และด้วยยิดขายที่ต่ำแบบนี้ การทำกำไรจากรถยนต์ไฟฟ้าจะกลายเป็นฝันร้ายสำหรับผู้ผลิตรถยนต์เกือบทุกราย
ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไป แต่ตลาดยานยนต์ไฟฟ้าหรูระดับโลกก็ยังคงมีมูลค่าประมาณ 192,000 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว และคาดว่าจะเติบโตเป็น 215,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ ตามข้อมูลของ Global Market Insights
จีนและสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำในตลาดโลก และทั้งสองประเทศกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงมุมมองที่มีต่อยานยนต์ไฟฟ้าหรู ซึ่งอาจทำให้การแข่งขันด้านราคาของรถยนต์ไฟฟ้าจะกระจายความดุเดือดไปทุกตลาดทั่วโลก
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
